Zuttomo CH 3 This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend เล่ม 1 

001

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend CH3

วันรุ่งขึ้น ยูมะออกมารับยุยถึงบ้าน ตอนกดอินเตอร์โฟน ในใจคิดว่า “ก็ไม่ได้ร้อนตัวนะแต่เป็นไปได้หวังว่าจะยังไม่เจอพ่อแม่ของยุยตอนนี้”

สรุปว่า หลังจากกดไปสักพัก ได้ยินเสียงฝีเท้าลงมา ประตูถูกเปิดแง้มออกเล็กน้อย ยุยโผล่หัวมาให้เห็นจากช่องนั้นนิดเดียว

“โย่ อรุณสวัสดิ์ครับ”

“อ..อรุณสวัสดิ์”

เมื่อเปิดประตูออกมาแล้ว พบว่า วันนี้ยุยยังคงแต่งตัวด้วยชุดแบบเมื่อวานคือเสื้อฮาก้าพร้อมฮู้ดปิดผม แม้ปากจะไม่พูดอะไร แต่เพียงมองตาก็เห็นภากายส่งมาชัดว่า “วันนี้จะไปที่ไหนเหรอ”

ยุมะเห็นสภาพยุยที่ยังคงบุคลิกขาดความมั่นใจเหมือนเดิมม มองว่าพาไปเที่ยวที่เจอคนเยอะตอนนี้ยังไม่น่าจะพร้อม

“วันนี้ไปเล่นเน็ตค่าเฟ่เร้านเดิมดีมั้ย”

“อืม”

ยุยตอบรับสั้นๆ แต่สีหน้าท่าทางตื่นเต้นยินดี แสดงว่าการตัดสินไปที่เดิมเป็นเรื่องที่ถูก

ทั้งสองคนเดินทางไปด้วยกัน ระหว่าเดินทาง ยุยยังคงใช้มือหนึ่งเอาฮุ้ดปิดผม อีกมือหนึ่งจับแขนเสื้อเดินตามหลังผมเหมือนเมื่อวานเปี๊ยบ

แต่แน่นอนว่า เส้นผมสีขาวของยุยเป็นจุดเด่นจริง ระหว่างสวนทาง มีบางคนหยุดยืนมองด้วย ยิ่งทำให้ยุยทำตัวลีบกว่าเก่า ดึงฮุ้ดปิดแน่นกว่าเดิม สีหน้าหวาดกลัว คงนึกถึงภาพในอดีตที่โดนแกล้งเรื่องทรงผม

ยูมะเห็นอาการยุยไม่สู้ดีจึงชวนคุยเรื่องไอเท็มที่ดรอปจากบอสเมื่อวานว่าจะเอาไปทำไรดี เพราะไอเท็มที่ดรอปมา ยูมะเอาไปใช้อะไรไม่ได้

พอคุยเรื่องเกม สีหน้ายุยเปลี่ยนไปในทางที่ดี คุยเล่นกันเรื่องไอเท็มในเกมว่าจะมอบไอเท็มแลกกันกับยุย

พอเดินไปคุยไป ไม่นานก็ถึงร้านเน็ตที่เดิม ยูมะจองห้องคู่แบบเดิม เดินไปด้วยกันกับยุย พอถึงห้องปุ๊บ ยุยนั่งเก้าอี้คอม เป่าปากถอนใจโล่งอกราวกับเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมา

“ฮะฮะ เพิ่งมาร้านนี้ได้สองครั้งแต่รู้สึกเหมือนที่นี่เป็นบ้านอีกหลังไปละ”

ยูมะกล่าวแซวยุย พอยุยฟังจบ เธอรีบหยิบสมาร์ทโฟนพิมพ์แชทตอบกลับ

“กะแล้วเชียว การออกมานอกบ้านเป็นอะไรที่ไม่ไหว ใช้พลังงานเยอะ เหนื่อยแท้”

ยุยพิมพ์จบส่งสติกเกอร์ตัวละครอนิเมะทำท่าเหนื่อย เล่นเอายูมะอมยิ้ม พิมพ์แชทตอบกลับไป

“คุยตรงมันยากสุดท้ายพิมพ์แชทก็ง่ายกว่าอยู่ดีสินะ”

“อืม พิมพ์แชทมันสบายใจและเร็วกว่าด้วย หรือมันไม่ดีเหรอ”

“เปล่า อยากทำอะไรก็เต็มที่เลยเอาที่สบายใจครับ”

ยุยส่งสติกเกอร์ขอบคุณกลับมา

เอาจริงๆยูมะอยากให้คุยด้วยปากตัวเองมากกว่า ไม่งั้นคงแก้เรื่องสื่อสารไม่เก่งไม่ได้ แต่สภาพยุยตอนนี้ที่แค่ออกมาข้างนอกยังลำบากขนาดนี้ ถ้าเร่งรีบบังคับยุย ผลออกมาน่าจะแย่มากกว่าดี ค่อยเป็นค่อยไปน่าจะเหมาะกว่า

ยุมะพิมพ์แชทตอบกลับ

“ชั้นชินแล้วล่ะ แต่ก็นะ ถ้ามองจากภายนอกใครมาเห็นเราต้องคิดว่าเราไม่รู้จักแน่”

“คนอื่นมองยังไงก็ช่าง ผมชอบยูมะนะ”

ห๊ะ

ยูมะแอบสะดุ้ง คือรู้แหละว่าชอบ ในความหมายยุยมันไม่ใช่ชอบเชิงชู้สาวแน่ แต่ว่าการที่เด็กผู้หญิงสักคนบอกว่า “ชอบ” มันก็ทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ เปลี่ยนเรื่องคุย

“เข้าเกมเลยมั้ย”

“อืม ลุยโลด”

หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เล่นเกมด้วยกันเหมือนเมื่อวาน แต่ที่ต่างคือบรรยากาศ

หากเทียบกับเมื่อวาน ในวันนี้ทั้งสองคนสนิทกันมากกว่าเดิม ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ก็ไม่รู้สึกแย่ บางเวลายูมะแอบเหลือบมองยุย เห็นเธอยิ้มและหัวเราะมีความสุช แค่นี้เขาก็ดีใจมากแล้ว

ถึงแม้ชีวิตจริงยุยจะเป็นคนขี้กลัว แต่ในฐานะเกมเมอร์ คนละเรื่องเลยเพราะเธอมีฝีมือจริง สกิลเพลย์ การตัดสินใจล้วนอยู่ในระดับสุดยอด การเล่นเกมกับคนเก่งมันก็เพื่มความสนุกอยู่แล้ว

หลังจากเล่นเกมไปได้หลายชั่วโมง ทั้งสองคนมีอาการเหนื่อยล้าตาแห้ง ยูมะเลยเสนอว่าพักสักแปบละกัน

ยุยเห็นด้วย พยักหน้าเล็กน้อย

ยูมะเดินออกไปข้างนอกแปบหนึ่งก่อนกลับมา

“เอ้านี่ ผ้าร้อน เอาประคบตาช่วยแก่อาการล้าได้นะ”

“อืม..ขอบคุณ..นะ”

ยุยรับผ้าร้อนมา แต่เธอยังไม่ประคบ ทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่างก่อนมองยูมะ

“มีอะไรรึเปล่า”

“…ชั้นได้รับ..ความใจดีจากยูมะ.ฝั่งเดียว มันดีแล้วเหรอ”

“ห๊ะ?”

“…ยูมะ…วันนี้มาเล่นเกม…ด้วยกัน..แถมยังใส่ใจชั้น..หลายเรื่อง..แต่ชั้น..ไม่มีอะไร..ตอบแทนคุณสักอย่าง”

“เราเป็นเพื่อนกัน จะคิดเล็กคิดน้อยทำไม”

“แต่ว่า…”

ยุยยังคงมีท่าทีไม่สบายใจ ยูมะเดาว่าเธอคงคิดมากจริงแหละ ด้วยความที่ไม่มีเพื่อนมาก่อน +เป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองเลยมองว่าเรื่องนี้คือการสร้างความลำบาก ทั้งที่จริงแล้วเพื่อนกันทำแค่นี้มันจิ๊บๆ

ยูมะคิดหาหนทางพักหนึ่ง ก่อนเขินหน้าแดงนิดๆ แต่เก๊กเนียนตีหน้านิ่ง

“ถ้างั้นก็ ชั้นมีเรื่องหนึ่งจะขอร้องนาย”

“ด..ได้สิ”

“พรุ่งนี้ออกมาเที่ยวด้วยกันอีกนะ หรือถ้าไม่สะดวกจะเป็นวันมะรืนหรือวันอื่นก็ได้”

“เอ๋..จริงๆก็ว่างตลอดนะไม่มีกำหนดไปที่ไหนเลย แต่จะดีเหรอ”

ยุยยังคงมีท่าทีกังวลไม่เปลี่ยน ยูมะหัวเราะเล็กน้อยกล่าว

“ชั้นอยู่กับนายแล้วรู้สึกสนุก ที่นายคิดเผื่อเรื่องความรู้สึกชั้น ชั้นก็ดีใจ นายเป็นคนอ่อนโยน แถมเล่นเกมกับนายชั้นได้ไอเท็มดรอปดีๆเยอะมาก คิดว่านายก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกับชั้นนะ”

“แต่ว่า…”

“แล้วก็..ชั้น…คือ..ชั้นเองก็ชอบนายเหมือนกัน”

ยูมะเขินจัดจนพูดตะกุกตะกัก แต่ก็พูดออกไปจนได้ ยุยฟังจบ เธอตะลึงเบิกตากลมโต

“ชอบในฐานะเพื่อน ย้ำครับ ในฐานะเพื่อนนะ”

“อืม”

ถึงแม้ว่ายุยจะได้ยินคำว่า ในฐานะเพื่อน แต่เธอยังคงอึ้งอยู่ ยกสองมือแตะแก้มตัวเอง ใบหน้าแดงแป๊ด ก่อนหัวเราะออกมา

“แฮะแฮะแฮะ… ดีใจจัง…. ชั้นดีใจมากๆเลย”

สีหน้าท่าทางเธอคือดีใจมากจริง เล่นเอายูมะเขินอาย รีบบอกว่า

“นี่เป็นความรู้สึกจริงชั้นตามนี้แหละ เอืม…อืมม ชเรื่องนั้นช่างมันก่อน หมดเวลาพักแล้ว เข้าเกมกันเหอะ”

“อืม”

หลังจากนั้น ทั้งคู่เล่นเกมด้วยกันอีกหลายชั่วโมงก่อนจะออกจากร้านเกม

พอออกจากร้านเกม ปรากฏว่าวันนี้มีผู้คนสัญจรไปมามากเป็นพิเศษ พอยุยเห็นคนจำนวนมาก เธอมีอาการหวาดวิตกเหมือนเดิม

“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยววันนี้ชั้นไปส่งเหมือนเดืม

“อืม”

ยุยที่เห็นฝูงคนเป็นจำนวนมาก เกิดอาการหวาดหวั่น สายตาล่อกแล่ก เธอยื่นมือคว้าแขนยูมะ เอามาแนบอก

“เอ๊ะ?..ยุย?”

“คือว่า คนเยอะแบบนี้….ชั้นกลัวพลัดหลง…ถ้าชั้นทำแบบนี้…ชั้นรู้สึกสบายใจ..ไม่รังเกียจ..ใช่มั้ย”

“เอ่อ ก็ไม่ครับ.. “

ยูมะหน้าแดงเพราะแขนตัวเองแนบกับอกของยุย ทั้งที่เป็นแค่การคล้องแขนแต่ก็ทำเอารู้สึกถึงความร้อนบนใบหน้า

“งั้นก็กลับเลยเนอะ”

“อืม..”

ยูมะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับยุย ช่วงที่เดิน ยุยกอดแขนแน่นกว่าเก่า

ยูมะคิดว่ารู้สึกดีอยู่หรอกที่ความสัมพันธ์ของยูยกับยูมะแนบแน่นกว่าเดิม แต่ทำแบบนี้ก็รู้สึกตื่นเต้น+อายเล็กๆเหมือนกัน

ไม่นานนัก ยูมะก็ส่งยุยถึงบ้านตามปกติ


ผ่านไปสามวัน ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทั้งสองคนก็ยังคงออกมาเล่นเกมที่เน็ตคาเฟ่ที่เดิม

มาเล่นเน็ตค่าเฟ่นี่ก็เสียตังค์พอสมควร แต่โชคดีว่ายูมะยังมีเงินเก็บตอนปีใหม่+ตั้งเป้าว่าเข้าม.ปลายจะหางานพิเศษทำ เลยใช้เงินกับเรื่องนี้ได้ไม่เสียดาย

แม้ว่ายุยยังคงใช้วิธีแชทมากกว่าคุย แต่ยูมะรู้สึกได้ว่า ยิ่งวันเวลาผ่านไป เขาเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเธอบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ

ผ่านไปครบ 1 อาทิตย์ ทั้งสองคนก็ยังคงสิงสถิตย์ที่ร้านเน็ตคาเฟ่เหมือนเดิม

วันนี้ทั้งสองคนไม่ได้เล่นเกมล้วนๆ ใช้คอมบอทเกมไปด้วยอ่านการ์ตูนไปด้วย

**อันนี้น้ำเยอะ จะสรุปคร่าวๆคือ ทั้งสองคนอ่านการ์ตูนที่ชอบคือ พวกแฟนตาซีผุ้กล้า ชื่อ จอมมารกลับชาติ ก็จะหยอกล้อประมาณว่า ยุยอ่านจบก่อนเลย สปอย แต่ยูมะเห็นความน่ารักยุยเลยโกรธไม่ลง แล้วก็พูดถึงตัวละครในการ์ตูน ชื่อฟี เป็นเทวดาที่หน้าตาน่ารัก ตัวเล็กทรงโลลิค่อน ผมสีขาวคล้ายยุย ประมาณว่า ยุยชอบตัวนี้เพราะคล้ายเธอ ส่วนยูมะก็ชอบตัวละครแนวโลลิด้วย

หลังจากนี้ทั้งสองคนจะพิมพ์แชทต่อ

“จะว่าไปถ้านายคอสเพลย์เป็นตัวละคร ฟี ชั้นว่าน่าจะเข้ากับนายนะ”

“เอ๋.. คอสเพลย์? ยูมะเคยคอสเพลย์ด้วยรึไง”

“เปล่า ไม่เคยหรอก แต่คิดว่าอยากเห็นคนรู้จักคอสเพลย์ดูสักครั้ง อยากถามว่ามันรู้สึกยังไง สนมะ”

“ไม่ไม่ไม่ ไม่มีทาง ถึงเป็นยูมะขอร้อง ผมก็ไม่ทำเรื่องนี้แน่”

“อะนะ คอสเพลย์นี่จริงๆก็พูดเล่นไปงั้นล่ะ แต่ส่วนหนึ่งถ้าคอสเพลย์ขึ้นมา อย่างน้อยจะได้ลองเปลี่ยนเครื่องแต่งกายบ้าง ไม่ต้องสวมฮู้ดคลุมผมไง”

ทุกวันนี้ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ แต่เสื้อผ้ายุยยังคงเป็นชุดฮาก้าพร้อมฮู้ดทุกวัน

ยูมะเป็นห่วงเธอเพราะว่า มาเล่นร้านเน็ตมันก็ไม่มีปัญหาจะแต่งไปรเวทก็ตามสบาย แต่พอเข้าโรงเรียน มันต้องใส่เครื่องแบบ ควรหัดใส่ชุดอื่นบ้างน่าจะดีกว่า

“อย่างน้อยขั้นแรกเลย เอาแค่ตอนอยู่กับชั้นสองคน นายถอดฮู้ดออกก็ได้นะ นายก็น่าจะรู้ดีว่าชั้นไม่แกล้งนายเรื่องสีผมอยู่แล้ว”

“อืม”

ยุยพิมพ์แชทจบ วางสมาร์ทโฟน สูดลมหายใจเข้าลึก มองไปรอบๆ ก่อนที่แววตาเธอจะฮึดสู้่ขึ้นมา เธอค่อยๆถอดฮู้ดคลุมผมออก ผมยาวสีขาวของเธอแผ่สยายออกมา ราวกับปีกนางฟ้า

ยูมะเพิ่งสังเกตเห็นว่า ทรงผมยุย ไว้ผมยาวถึงช่วงกลางหลัง ตอนสวมฮุ้ดยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอตอนนี้เห็นทรงผมของเธอที่เข้ากับรูปลักษณ์เต็มๆ ให้ความรู้สึกว่าเธอเป็นผู้หญิงมากกว่าเดิม เล่นเอาใจเต้นตุ้มต่อม

“ป…เป็น..ไงบ้าง..แปลกใช่มั้ย?”

ยุยถามด้วยท่าทางเขินอาย

ส่วนคำตอบยูมะตือ

“น่ารักมาก……. เอ๊ย ไม่มีอะไรหรอก”

ท่าทางและทรงผมของเธอมันน่ารักมากจนยูมะหลุดปากพูดไปโดยไม่รู้ตัวก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยความเขิน

ทางด้านยุยก็สีหน้าแดงเรื่อ หยิบสมาร์ทโฟนพิมพ์แชทตอบ

“โกหก ดูยังไงมันก็มีชัดๆ”

“ปัทโธ่ มองโลกในแง่บวกบ้างสิครับ เออ จริงๆมันมีแหละ นายน่ารักมาก นายเป็นคนสวยสุดๆนะจะบอกให้”

ยุยอ่านแชทที่ยูมะพิมพ์ตอบ หน้าเธอแดงยิ่งกว่าเดิม

“ชมผู้หญิงว่าน่ารักทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่รู้สึกอายบ้างเหรอ”

“ทำไมนายพูดเหมือนไม่เชื่อว่าตัวเองน่ารักจริงๆรึไง คิดว่าชั้นยอเธอไปเรื่อยเหรอ ให้ชั้นพูดอีกกี่ครั้งก็ได้ นายน่ารัก ยุยจังน่ารักที่สุดเลย”

“หยุดได้แล้ว!ตอนนี้ชั้นอายจริงๆแล้วนะ หยุดพูดน้าาาาา”

เอาจริงๆยูมะเองก็เริ่มรู้สึกเขินขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เลยเปลียนหัวข้อ

“จะว่าไป ผมนายเป็นสีแบบนี้เพราะย้อมมารึไง”

“ไม่รู้ อยู่ๆก็เป็นเอง ตอนอยู่ชั้นประถม สีผมชั้นค่อยๆเปลี่ยนเรื่อยๆ เลยโดนล้อมาตั้งแต่ตอนนั้น”

“เด็กประถมพวกนั้นมันก็ปากมอมไปเรื่อยอย่าไปคิดเยอะน่า ชั้นพอเข้าใจความรู้สึกนายที่เป็นกังวลเรื่องสีผม แต่อย่าไปใส่ใจกับสังคมเกินไป แล้วก็ถ้านายเอาความแจ่มใสแบบที่เห็นในแชท ไปใช้ในชีวิตจริงได้ รับประกันเลยว่านายป๊อบแน่”

ยุยอ่านแชทจบ สีหน้าเขินอาย หลบตายูมะ พิมพ์แชทตอบ

“ไม่ต้องป๊อบก็ไม่เห็นเป็นไร..”

เอาจริงๆถ้าเป็นพล็อตเรื่องมังงะโรแมนติก ถอดฮู้ดแบบนี้+มีคนชม ความมั่นใจของตัวเอกต้องล้นปรี่ กลายเป็นสาวฮอตไปแล้ว แต่ชีวิตจริง คือเธอยังคงไม่กล้าเปลี่ยนแปลงตัวเอง เห็นชัดเลยว่าถอดฮุ้ดมาถึงตอนนี้ ท่าทีเธอกระวนกวะวายมาก

แต่ก็ช่างเถอะ มาได้ถึงขนาดนี้ก็บุญแค่ไหนแล้ว ไม่ต้องรีบก็ได้

ว่าไป กลับไปอ่านการ์ตูรต่อดีกว่า ยูมะคิดแบบนี้ แต่จู่ๆยุยก็คว้าแขนเสื้อยูมะ

“ยูมะ….”

“หือ?มีอะไรเหรอ”

“ชั้น…น่ารัก..จริงๆเหรอ…ไม่ได้อวย..เกินจริง.ใช่มั้ย”

ยุยยังคงมีท่าทีเขินอาย หน้าแดงแป๊ด แต่คราวนี้เธอสบตากับยูมะโดยตรง

“…น่ารักจริงๆครับ ยืนยันจากใจ”

พอเธอสบตา ยูมะรู้สึกอายยิ่งกว่าเดิมเท่าตัว แต่ก็พูดออกไปตามจริง

“จริงเหรอ แฮะแฮะ”

ยุยเขินและดีใจจนหัวเราะออกมา

“ถ้ายูมะพูดจริง ชั้นจะ…ลองพยายาม..ให้มากกว่านี้”


คราวนี้หลังออกจากร้านเน็ต ยุยตัดสินใจไม่สวมฮู้ด

“ดูสภาพนายแล้ว..ไม่น่าไหวนะ”

“ว…ไหว..”

พอออกมาหน้าร้านปุ๊บ ยุยตัวแข็งทื่อไม่ขยับ

วันนี้ตอนยูมะออกจากร้านเน็ต เป็นช่วงเวลากลับบ้านของคนทำงาน ผู้คนพลุกพล่านมากบนทางสัญจร และคนที่ผ่านไปมา มีจำนวนไม่น้อยที่มองผมของยุย

“ถึงบอกว่าไหว แต่ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ”

“ชั้นตัดสินใจ..แล้ว..ว่าจะลอง..พยายาม”

คำพูดของยุยดูมุ่งมั่น แต่ความเป็นจริงคือถึงตอนนี้เธอยังไม่ขยับตัวจากที่เดิมสักก้าว

“ยูมะ..ชั้นมีเรื่อง..ขอร้องอย่างหนึ่ีง”

“อืมได้สิ”

“ยืม..แขน..ได้มั้ย”

“แขน?”

ยูมะยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง แต่ก็ยื่นแขนให้ยุย

“ห๊ะ”

พอยื่นปุ๊บ ยุยกอดแขนยูมะเดินเคียงข้างแบบพวกคู่รักหวานแหววเดินควงแขนกัน เล่นเอายูมะใจเต้นตึกตักเพราะไม่เคยเจอผู้หญิงทำแบบนี้มาก่อน

เห็นสภาพยุยที่พยายามขนาดนี้ จะปฏิเสธ สะบัดแขนออก เธอคงรู้สึกไม่ดีแน่

“คือจะให้ส่งนายถึงบ้านทั้งอย่างนี้ใช่มั้ย”

ยุยหลับตาปี๋ พลางพยักหน้าเล็กน้อย แสดงชัดว่าให้ทำตามที่บอก

“มา งั้นก็กลับกันครับ”

ในระหว่างเดินทางกลับ ผู้คนรอบข้างต่างพากันมองพวกยูมะราวกับเห็นของเล่นน่าสนุก บางคนก็ยิ้มเมื่อเดินผ่าน

ด้วยความที่ยุยกอดแขนยูมะแน่น+หลับตา ทำให้การเดินทางพาไปส่งบ้านยุยครั้งนี้ช้ากว่าปกติพอควร


ทันทีที่ถึงหน้าบ้าน ยุยเป่าปากถอนใจโล่งอกสุดพลัง รีบหยิบมือถือแชทหายูมะ

“ยุมะ วันนี้ผมพยามได้ดีมากใช่มั้ย ชมหน่อยสิ ชมหน่อย”

ยุยแชทด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ พอยูมะเห็นสีหน้าเธอเลยหัวเราะ เกิดความรู้สึกว่าถ้าเขามีน้องสาว ฟีลลิ่งคงประมาณนี้แหละ

เอาจริงๆ เดินมานี่ก็สภาพดูไม่จิดนะ เพราะเธอหลับตาปี๋มาตลอดทาง แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือก้าวแรกครั้งสำคัญของเธอที่ใช้ความกล้าฝ่าปัญหา ฉะนั้นควรชื่นชมเธอในเรื่องนี้

ยูมะคิดจบยื่นมือไปแตะหัวยุย ลูบหัวอย่างอ่อนโยน

“จ้าจ้า ครั้งนี้พยายามได้ดีมากครับ”

ยุยที่ถูกยูมะลูบหัว สีหน้าตกใจ เงยมองยูมะ

…อะเร้ะ? หรือกูทำอะไรผิดฟะ หรือที่บอกให้ชมตะกี้เป็นมุกเหรอ แล้วกูก็ไปลูบหัวเพราะอ่านบรรยากาศไม่เป็นรึเปล่า

ยูมะคิดจบ รีบถอนมือออกทันที

“ข..ขอโทษจริงๆ ชั้นเผลอคิดว่าเธอเป็นน้องสาวเลยลูบหัวไปโดยไม่รู้ตัว”

“.อืม..ไม่เป็นไร”

ยุยยังคงอายหน้าแดงระเรื่อ ยกมือทาบหน้าอกตัวเอง หายใจเข้าลึก หยิบมือถือพิมพ์แชท

“อย่าบอกนะว่าเมื่อสักครู่ยูมะคิดว่าผมเป็นน้องสาวจริงๆ”

“..ขอโทษด้วย ใช่แล้ว ชั้นเผลอคิดแบบนั้นจริง”

“ไม่เป็นไรสักหน่อย ผมพึ่งพานายเยอะมาก แต่มันก็อาย ถ้าอยู่ข้างนอก อย่าลูบหัวแบบนี้อีกนะ”

“โทษทีโทษที”

“ไม่ต้องขอโทษหรอก ผมแค่อายแต่ไม่ได้รู้สึกรังเกียจซะหน่อย”

ยุยพิมพ์แชทถึงตรงนี้ส่งไปปุ๊บ มือชะงักไม่พิมพ์ต่อ มองดูซ้ายขวารอบๆมั่นใจว่าไม่มีคนเลย ก่อนจะพิม์อีกที

“ยูมะอยากลูบหัวผมั้ย”

“ห๊ะ?”

“ไม่ได้หมายถึงเชิงอย่างว่านะ แค่คิดว่า อย่างผมเองถ้าเจอคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนที่ชอบก็มีฟีลอยากลองลูบหัวสักครั้ง มันจะน่ารักขนาดไหนนะ หรือยูมะไม่คิดแบบที่ผมคิดเหรอ”

“ก็ไม่ปฏิเสธนะ”

ตอนนี้ยูมะเองก็มีความรู้สึกอยากลูบหัวยุย เป็นความรู้สึกที่อยากลูบหัวน้องสาว ไม่ใช่ลุบด้วยความเสน่หาต่างเพศ

“ดีเลย งั้นถือว่านี่เป็นการแทนคำขอบคุณนะ”

ยุยค้อมตัว เอียงหัวลงเล็กน้อย เตรียมพร้อมให้ยูมะลูบเต็มที่

จะดีเหรอฟะ

เอาจริงๆถ้าเป็นคนทั่วไป ผู้หญิงที่ไหนคงไม่ชอบให้ถูกลูบหัวหรอก เผลอๆเป็นคนอื่นคงขัดขืนข้อเสนอนี้ ไม่ใช่เสนอให้ลูบหัวต่อ

แต่เผอิญเคสนี้ ยุยดันเป็นคนเสนอเองด้วย จะปฏิเสธก็ไม่อยากทำ เอาวะ มีโอกาสคนเสนอมาก็จัดไป

สุดท้านยูมะก็ตัดสินใจยื่นมือลูบหัวยุย โดยตอนแรกใช้แค่ปลายนิ้ว ก่อนที่จะค่อยๆแปะทั้งมือลุบหัวเธอ

รู้สึกได้ถึงความนุ่มนิ่มของเส้นผมที่สัมผัสผ่านมือ ราวกับว่ากำลังลูบไล้ผ้าไหมเนื้อดี ยูมะลูบซ้ายชวาด้วยความรู้สึกดีลึกๆในใจ

ยุยรอให้ลูบหัว

ทางยุยเองตอนถูกลูบหัวก็หลับตานิ่ง แม้ว่าใบหน้าเธอจะแดงเพราะความเขิน แต่ภาษากายก็บอกชัดว่าเธอไม่ได้รู้สึกรังเกียจที่ยูมะลูบหัวแต่อย่างใด

กะแล้วเชียว เธอนี่น่ารักจริงๆ

ถึงกระนั้น ฟีลลิ่งที่ลูบหัวตอนนี้ ก็ยังคงเป็นความรู้สึกที่มีต่อเธอเหมือนน้องสาว ยังไม่ใช่ความเสน่หาเชิงชู้สาวต่างเพศ

ว่าไป ตอนนั้นเราก็ดันไปคุยกับยุยได้เนอะว่า สเป็คสาวที่ชอบต้องเป็นรุ่นพี่อกสะบึม

บางทีเพราะเหตุนี้ด้วยมั้ง ยุยเลยมั่นใจปล่อยให้ยูมะลูบหัว เพราะรู้ว่ารสนิยมยูมะไม่ใช่แนวแบบยุย

จะว่าไป ทำไมผมถึงมาคิดเรื่องแบบนี้ในขณะลูบหัวเธอนะ

“เป็นอะไร..รึเปล่า..ยูมะ”

“อ๊ะ เปล่า ไม่มีอะไร ถ้างั้นเดี๋ยวชั้นขอตัวกลับก่อนนะ”

“อืม ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ”

“โอเช”

ถือว่าเหตุการณ์วันนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มีแววว่าโรคสื่อสารกับคนอื่นไม่เก่งน่าจะหายได้ในเร็วๆนี้ ถ้าเหตุการณ์ยังดำเนินไปในทางนี้เรื่อยๆ ถือว่าสวยงาม

แต่โชคร้ายว่าวันถัดไป มีเหตุการณ์บางอย่างไม่คาดคิด

จบCH3

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend 『ずっと友達でいてね』と言っていた女友達が友達じゃなくなるまで CH3 (เสริม) เมฆฝนตั้งเค้า
หลังกินข้าวกลางวันเสร็จ ยุยนั่งอยู่บนเก้าอี้ หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกบานใหญ่ตัั้งข้างหน้า

เธอกอดตุ๊กตาหมี บังหน้าส่วนหนึ่งตัวเอง แอบมองกระจก

ชั้น…น่ารักตามเขาว่า..จริงเหรอ..

ยุยกำลังลองคิดเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หน้ากระจก

ปกติเธอเป็นคนที่เกลียดการส่องกระจกมาก เพราะทุกครั้งที่ส่องกระจก เธอจะคิดเสมอว่า “ชั้นมันไม่เหมือนคนอื่น ทุกคนถึงแกล้ง”

แต่ครั้งนี้เธอไม่รังเกียจเรื่องส่องกระจก เพราะยูมะบอกหลายครั้ง ไม่ใช่รอบเดียว ว่าเธอน่ารักจริงๆ

แน่นอนว่า บางทีเขาอาจจะอวยเกินจริงก็ได้ แต่กระนั้น คำชมของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกดีใจจนยิ้มไม่หุบ

ถึงตอนแรกยูมะจะมีทีท่าตกใจเรื่องสีผม แต่สุดท้ายเขาก็ปฏิบัติตัวเป็นเพื่อนตามปกติไม่มีรังเกียจเดียจฉันท์

เขาพยายามที่แก้ปัญหาให้ชั้นจริงจัง พยายามที่จะให้ชั้นมั่นใจและให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่านี้

“แฮะแฮะแฮะ”

แน่นอนว่าการปรับทัศนคติมันเหนื่อยมาก แต่มันก็ทำให้เธอดีใจมากที่มีคนช่วย

“ชั้นก็ต้องพยายาม…ให้มากกว่านี้..”

เธอรู้สึกดีที่มียูมะอยู่เคียงข้าง แต่ก็คิดว่าการพึ่งพาเขาตลอดไปไม่ใช่เรื่องที่ดี หากเรื่องไหนที่ตัวเองทำได้ ก็ควรจะทำให้ดีกว่านี้

ยุยเกลียดผมสีขาวของตัวเอง แต่วันนี้เธอส่องกระจก ท่องประโยคล่างในใจซ้ำไปซ้ำมา

“ชั้นน่ารัก…ชั้นน่ารักที่สุด…เพราะยูมะบอกว่าชั้นน่ารักจริง…ชั้นน่ารักไม่มีใครเทียบได้”

วันนี้ยูมะสัญญาว่าจะมาเล่นด้วยกันเหมือนเดิม และนี่ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว

ปกติทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก เครื่องแต่งกายประจำตัวคือชุดฮาก้ามีฮู้ดคลุมผม แต่วันนี้เธอตั้งใจแล้วว่าจะไม่ใส่

การไม่ใส่ฮุ้ดมันก็กังวลสายตาคนรอบข้าง แต่อาจจะได้คำชมจากยูมะ ก็น่าจะคุ้มนะ

กริ๊ง- เสียงเตือนว่าแชทมีข้อความเข้าดังขึ้น

ยุยมองโทรศัพท์ คนส่งแชทคือยูมะ เนื้อหาว่าวันนี้อาจจะเลทนิดหน่อย

ยุยพิมพ์ตอบว่า “รับทราบจ้า” กระนั้น เธอรู้สึกว่าการรอคอยช่างยาวนานเหลือเกิน

“งั้นเป็นฝั่งเราเองลองเดินไปหาเขาบ้างจะดีกว่ามั้ยนะ?”

ความคิดนี้ลอยเข้าหัวยุยแว่บหนึ่ง

ตั้งแต่วันที่พบกันครั้งแรกถึงปัจจุบัน ยูมะจะเป็นฝ่ายออกมารับยุยถึงที่บ้านตลอด เธอเลยคิดว่าครั้งนี้ลองเป็นเธอบ้างที่ออกไปหาเขาดูดีกว่า

ที่อยู่แมนชั่นยูมะ เธอก็จำได้ว่าอยู่ตรงไหน ใกล้ๆนี่เองไปไม่ยาก

“ถ้าเราเป็นคนออกไปดักรอเขาที่หน้าประตูแมนชั่น เขาจะตกใจ..หรือดีใจรึเปล่าน้า”

ยุยนึกถึงเรื่องเมื่อวาน

เธอกลับบ้านพร้อมยูมะด้วยท่าควงแขนเขาจนมาถึงบ้านตัวเอง พอถึงหน้าบ้านปุ๊บ เขากล่าวชมเธอ บอกว่าเธอพยายามได้ดีมาก

ยุยคิดแล้วรู้สึกดีใจจนหลุดยิ้มออกมา

“…..ลองสักตั้งละกัน”

ยุยรวบรวมพลังใจ ตัดสินใจออกจากบ้านโดยไม่รอยูมะ


ทันทีที่ออกมาจากบ้าน เธอรู้สึกเสียใจกับคำว่าลองสักตั้ง

การเดินคนเดียวโดยไม่มีฮู้ดคลุมผม ไม่มียุมะเคียงข้าง จึงไม่มีที่ๆให้เธอหลบซ่อนตัว ต้องรับสายตาจากคนรอบข้างเต็มๆ

ตอนนี้เป็นช่วงกลางวันวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ ตามถนนหนทางมีเด็กวัยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอเดินเต็มไปหมด

ปกติยูมะจะบอกเสมอว่า อย่าไปใส่ใจกับสายตาคนรอบข้าง ให้มีความั่นใจในตัวเอง สุดท้ายเธอพบว่ามันทำไม่ได้จริงๆ

ตอนนี้เธอรู้สึกว่ามีผู้คนทั้งโลกจับจ้องมองเธอ รู้สึกเหมือนผู้คนรอบข้างขยับปาก ราวกับจะพูดถึงเธอว่าอะไรสักอย่าง

“ไม่เป็นไร…ไม่เป็น..ไร”

ยุยท่องคำนี้กับตั้วเองในใจซ้ำไปมา เธอรู้สึกถึงเหงื่อซึมแผ่นหลัง หัวใจปวดตุบๆ จึงพยายามหายใจเข้าลึก ค่อยๆลากขาทีละก้าว

“อีกนิดเดียวก็ถึงแมนชั่นยูมะแล้ว”

เธอท่องคำนี้ซ้ำไปมา

ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปรอเขาที่หน้าทางเข้าแมนชั่น สุดท้ายชั้นก็ฝืนไม่ไหว ติดต่อแชทบอกว่าให้ยูมะมาช่วยรับเธอหน่อย ฉะนั้นจนกว่ายูมะจะมาถึง ชั้นต้องอดทนให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ให้ได้

ทว่า สายตายุยพบกลุ่มเด็กผู้หญิงสามคนกำลังเดินมาหาเธอ

จู่ๆยุยก็รู้สึกกลัว สังหรณ์ใจว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดี แต่ว่าด้วยพละกำลังที่เธอมีตอนนี้ ไม่มีที่ให้เธอหนีพ้น สามสาวกำลังเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ จนมาหยุดตรงหน้าเธอ ยุยรู้สึกได้ถึงสายตารังเกียจจากสามคนนั้น

“ว้าว ผมสีขาวของจริงรึเนี่ย”

“แปลกเนอะ!”

“น่าขยะแขยงจัง”

คำพูดที่ลอยเข้าหูยุยจากปากสามสาว ทำให้ยุยนึกถึงอดีตที่โดนแกล้ง

เธอรู้ดีว่าคำพูดพวกนี้ไม่ควรมาใส่ใจ สมองพยายามคิด แต่ร่างกายกับหัวใจไม่ยอมทำตามที่เธอคิด ตอนนี้เธอรู้สึกปวดแปล๊บที่หัวใจ

คำพูดของสามสาวทำให้ยุยนึกย้อนไปสมัยประถม เมื่อก่อนก็มีคนพูดแบบนี้ และเธอก็โดนเด็กพวกนั้นแกล้ง ความทรงจำเลวร้ายทุกอย่างวิ่งผ่านสายตายุยไม่หยุด

“ฮ้า….ฮ้าาาาา.”

ลมหายใจติดขัด หายใจไม่ออก

นี่คืออาการ โรคหายใจเกิน (Hyperventilation Syndrome) สาเหตุกำเริบเกิดขึ้นจากความเครียดหรือรู้สึกกังวลถึงขีดสุด

**หมายเหตุจากผู้แปล อ่านรายละเอียดโรคเพิ่มเติมด้วยการ คลิกที่นี่

โรคนี้เกิดขึ้นสาเหตุเกิดจากร่างกายยุยอ่อนแอแต่เด็ก +โดนคนอื่นแกล้ง

หากใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมา อาการโรคจะไม่แสดงผล แต่เมื่อกังวลหรือเครียดจัด อาการจะกำเริบได้ง่าย

“เห็นอาการไม่กำเริบมานาน คิดว่าหายขาดแล้วซะอีก”

ยุยพูดตะกุกตะกักออกมา เธอรู้สึกหน้ามืดตาลาย ยืนไม่ไหว ก่อนที่เข่าเธอจะทรุดลงกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้

“ด…เดี๋ยวนะ ท่าทางไม่สู้ดีแล้วไง”

“พวกชั้นไม่เกี่ยวนะ”

สายตาพร่าเลือนของเธอเห็นสามสาวพวกนั้นวิ่งหายไป

“หายใจ..ไม่ออก..ไม่ไหว…แล้ว”

ยุยรู้สึกทรมานไปทั้งตัว มือเท้าเริ่มชา

“ช่วย..ชั้น..ที…ยู…มะ..”

จิตสำนึกวูบสุดท้ายของยุยคือเรียกชื่อยูมะ ภาพรอบข้างดำมืดลง

“ยุย!”

เสียงเรียกดึงสติเธอกลับมา คือคนเรียกชื่อเธอ ไม่ใช่ใคร พระเอกของเรายูมะนั่นเอง

“ยู…มะ..”

ยูมะรีบประคองยุย กอดเธอไว้แน่น

เขาเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจเรื่องโรคหายใจเกินอย่างแจ่มแจ้ง ไม่ว่าจะสาเหตุหรือวิธีรักษาเฉพาะหน้า

ยูมะดึงหน้ายุยเข้ามาซบที่อกเขา ให้หูเธอได้ยินเสียงหัวใจเต้น ยูมะสูดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ใช้มือหนึ่งข้างลูบหลังยุยอย่างอ่อนโยน เป็นภาษาทางร่างกายล้วนๆเพื่อใช้ปลอบคู่สนทนาให้ผ่อนคลาย

ทั้งสองคนอยู่ในท่านี้อยู่หลายนาที จนกระทั่งยูมะเห็นว่าอาการของยุยน่าจะดีขึ้นเรียบร้อยแล้วจึงสอบถาม

“ไหวมั้ยครับ”

“ข..ขอบคุณ…”

ยุยฝืนดันร่างตัวเองออกห่างยุมะ ยูมะมองดูเธอด้วยสายตาเป็นห่วง

..น่าอายเหลือเกิน ชั้นไม่อยากให้เขาเห็นชั้นในสภาพน่าสมเพชเยี่ยงนี้

“โอ๊ย!”

ยุยรู้สึกเจ็บที่หัวเข่า สายตาเหลือบมองลงไปเห็นเลือดไหลที่เข่า คาดว่าน่าจะเป็นตอนที่เข่าทรุดชนกับพื้นแล้วเผอิญตรงนั้นคงมีกรวดเล็กๆอยู่พอดี

“เลือดออกด้วยนี่นา อย่าเอามือไปจับนะ”

“…ม..ไม่เป็น..ไร..แค่นี้เรื่องเล็ก..น้อย”

“ไม่เล็กน้อยหรอก ถึงแผลจะนิดเดียวแต่ถ้าเป็นบาดทะยักขึ้นมาจะทำไง”

ยูมะดุยุย ก่อนจะประคองเธอพาไปสวนสาธารณะใกล้ๆ

ยุมะใช้น้ำจากก๊อกน้ำดื่มในสวนสาธารณะล้างแผล พาเธอไปนั่งที่ม้านั่ง ล้วงกระเป๋าตัวเองหยิบพลาสเตอร์มาปิดแผลให้

“พกพลาสเตอร์..ติดไปมา..ด้วยเหรอ”

“เนเน่บ่นชั้นตลอดอะนะว่าในกระเป๋าต้องมีพวกทิชชู่ พลาสเตอร์ปิดแผล แล้วก็ผ้าเช็ดหน้า ติดตัวไว้ตลอดห้ามลืมเด็ดขาด”

“นายเหมือนเป็นแม่..เลยนะ…”

ยุยพยายามจะฝืนเล่นมุกเพื่อหลอกยูมะว่า ตัวเองสบายดีไม่เป็นอะไร แต่ดูแล้วเป็นการแสดงที่ห่วยแตกสิ้นดี เพราะเสียงเธอสั่นเทา น้ำเสียงก็ขาดช่วงตอนท้ายอีก

ไม่อยากให้ยูมะเห็นชั้นในสภาพนี้เลย

ความตั้งใจของยุยคือไปถึงแมนชั่นก่อน เพื่อแสดงให้ยูมะเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้วเพราะความช่วยเหลือของเขา อยากให้ยูมะชม อยากให้ยูมะและตัวเธอเองดีใจ เพื่อยืนยันเป็นหลักฐานว่าที่ยูมะออกมาเล่นกับเธอทุกวัน ช่วยให้อาการป่วยเธอดีขึ้นจริง

แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็พังไม่เป็นท่า พอเหลือตัวเธอแค่คนเดียว ทำอะไรก็ไม่ขึ้นสักอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย

ยุยคิดถึงตรงนี้จบ รู้สึกสมเพชตัวเองจนอยากจะร้องไห้ออกมา

“..มีเรื่องอะไรไม่สบายใจรึเปล่า”

“…เปล่าไม่มีอะไร”

ปากพูดไม่มีอะไร แต่เสียงสี่นเทาที่หลุดจากปากก็บอกชัดแล้วว่ามีแน่ๆ ยูมะมองยุยด้วยความเป็นห่วง

ยุยอยากจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรด้วยการบอกว่า ขอชั้นอยู่คนเดียว แต่หากทำแบบนั้น ถ้าขากลับบ้านตามลำพัง ถ้าเธอตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับตะกี้ คราวนี้อาจถึงตายได้

ยิ่งคิด ความรู้สึกสมเพช ความรู้สึกว่าตัวเองช่างด้อยค่าไหลเวียนตามร่างกายไม่หยุด

“ถ้านายยังไม่พร้อมจะพูดชั้นก็ไม่เร่งรัดให้นายต้องบอกตอนนี้หรอก ไว้วันหลังนายอยากบอกเมื่อไรก็ค่อยบอกตอนนั้นก็ได้”

ยูมะดูจะเข้าใจความรุ้สึกของยุยตอนนี้ดีกล่าวปลอบโยน

ยุยไม่ได้ตอบกลับ ยูมะเลือกที่นั่งข้างๆเธอเงียบๆ

ยูมะคิดว่าถ้าเธอไม่พร้อมจะพูดตอนนี้ งั้นกลับไปใช้วิธีเดิมเหมือนที่ผ่านมาคือพิมพ์แชทอาจจะช่วยได้ คิดจบปุ๊บหยิบโทรศํพท์พิมพ์ข้อความหายุยบอกว่า “อยาคิดมากนะ”

“ไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ”

พิมพ์จบปุ๊บ กดส่ง

สักัพกนึง เสียงแจ้งเตือนแชทดังขึ้นที่โทรศํพท์ยูมะ เขาหยิบขึ้นมาอ่าน มันเขียนว่า

“ผมเล่าเรื่องให้ฟังตอนนี้ได้ใช่มั้ย”

ยูมะพิมพ์ตอบกลับว่าได้สิ

ยุยพิมพ์กลับว่า

“ผมพยายามจะไปรอที่หน้าแมนชั่นยูมะ แต่ว่าระหว่างทางเจอกลุ่มเด็กผู้หญิงยืนอยู่”

“ห๊ะ!”

“หลังจากนั้นทั้งสามคนพูดว่า “แปลกดีเนอะ” “น่าขยะแขยงจัง” แล้วก็หัวเราะ เลยทำให้นึกถึงอดีตขึ้นมา”

ยุยพิมพฺ์ต่ออีก

“ผมรู้ทั้งรู้ว่าสังคมภายนอกยังไงก็ต้องมีคนแบบนี้ แต่พอเจอพูดอีกรอบในชีวิตจริง ภาพรอบตัวกลายเป็นสีขาวไปหมด รู้สึกหายใจไม่ออก”

“ผมเจ็บใจมาก อยากจะเถียงกลับเด็กพวกนั้น แต่สุดท้ายพูดอะไรไม่ออก รู้สึกทรมานและสมเพชตัวเองเหลือเกิน”

อะเร้ะ?

หน้าจอโทรศัพท์ยุยมีหยดน้ำตกใส่ เธอคิดว่าตอนแรกฝนตก ก่อนจะรู้สึกตัวว่าไม่ใช่ฝน แต่เป็นน้ำตาของเธอเองที่ไม่รู้ว่าไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไร และแม้จะพยายามกลั้นแต่น้ำตาเธอก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด

ยูมะเห็นสภาพยุย อยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ตัดสินใจไม่พูด เลือกที่จะลูบหลังปลอบใจเธอเงียบๆ

ยุยร้องไห้ซบอก

หลังจากนั้นสักพัก ยูมะพายุยมาส่งที่บ้านเธอ

ยูมะห่วงยุย คิดสภาพว่า ถ้าเป็นเพื่อนกัน แล้วเพื่อนมาเห็นสภาพที่น่าอายชวนสมเพชแบบนี้จะรู้สึกยังไง สุดท้ายการเดินกลับด้วยกันเงียบๆน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีสุดละ

เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านยุยเรียบร้อย ยูมะกล่าว

“เรื่องวันนี้ไม่ต้องเก็บไปคิดมากนะ”

เจตนาของยูมะคืออยากให้ยุยสบายใจเพราะยูมะเห็นสภาพยุย เขาก็รู้สึกเจ็บในหัวใจไม่แพ้กัน

ทว่าคำตอบกลับของยุยคือ

“พูดจาเพ้อไปเรื่อย ก็เห็นกันอยู่ว่าชั้นมันไอ้งั่งคนหนึ่ง จะให้ไม่เก็บไปคิด คิดว่าทำได้รึไง”

ยุยรู้ทั้งรู้ว่ายูมะพูดจาด้วยความหวังดี แต่หลายสิ่งที่สะสมในวันนี้ทำให้เธอระเบิดตัวเองอย่างห้ามใจไม่ไหว

“อย่าพูดจาเหมือนเข้าใจความรู้สึกของชั้นดีนักเลย”

“ย..ยุย”

“ชั้นมันตัวประหลาด ส่วนยูมะเป็นคนปกติ แล้วคนปกติจะมาเข้าใจความรู้สึกของตัวประหลาดได้รึไง”

ความรู้สึกยุยที่พรั่งพรูหยุดคำพูดตัวเองไม่ได้แล้ว ทว่าพอเริ่มตั้งสติได้ ยุยก็เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองพูดในสิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากกว่าเดิม

“…ขอโทษด้วย”

ยูมะสีหน้าเป็นทุกข์ พูดขออภัยเบาๆ

(ไม่ใช่นะ ยูมะไม่ใช่เป็นคนผิดสักหน่อย ฝั่งที่ต้องขอโทษคือชั้นต่างหาก)

หัวสมองยุยคิดถึงเรื่องยูมะไม่ใช่คนผิด เธอนี่แหละผิดเองและอยากขอโทษ แต่ทว่าเหมือนตอนนี้เธอลืมวิธีการพูดไปดื้อๆเมื่อเห็นสภาพยูมะ แม้แต่ว่าคำว่า ชั้นขอโทษ ยังพูดออกมาไม่ได้

“วันนี้ชั้นขอตัวกลับก่อนนะ”

ยูมะพูดจบหันหลังเดินออกไป

รอเดี๋ยวก่อน ยุยอยากจะพูดคำนี้ออกไปให้ได้ มีคำพูดมากมายที่อยู่ในหัว แต่ไม่รู้ทำไม ร่างกายถึงไม่ฟังคำสั่ง เธอไม่สามารถพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียวจนยูมะหายลับไป

จบCH3 (เสริม) เมฆฝนตั้งเค้า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม