Zuttomo CH 9 This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend เล่ม 1 

001

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend 『ずっと友達でいてね』と言っていた女友達が友達じゃなくなるまで CH 9 ค้างคืน

“….ค้างคืนเหรอ?์”

ไม่ใช่ผมโง่ที่ไม่เข้าใจความหมายคำนี้เลยถามนะ แต่คือเพื่อความชัวร์เลยขอคำยืนยันอีกที

(จะบอกว่ายุยขอร้องให้ผมค้างคืนที่บ้านเธอเหรอ ไม่หรอกมั้ง นิสัยเธอไม่น่าจะพูดแบบนั้นหรอก)

“เอ่อชายหญิงอายุพอๆกันค้างคืนนี่มันดูไม่ดีในสายตาคนอื่นหากรู้เรื่องนี้น่าจะพอทราบใช่มั้ยครับ”

“ม..ไม่เกี่ยวกันซะหน่อย ชั้นไม่สนสายตาคนอื่น …ก็..ชั้นพึ่งพายูมะหลายเรื่องแต่ไม่เคยตอบแทนบุญคุณได้สักที วันนี้มีโอกาสเลยอยากตอบแทนน่ะ”

“เคยบอกไปแล้วไม่ใช่รึครับว่าไม่ต้องใส่ใจเรื่องตอบแทนบุญคุณ”

“..ก..ก็ชั้นอยากทำนี่นา ชั้นไม่อยากเป็นฝ่ายรับอยู่ฝั่งเดียวเลยอยากทำอะไรสักอย่างตอบแทนให้ได้”

ยูมะพึ่งจะเคยเห็นยุยมีท่าทียืนกรานดื้อดึงแบบนี้ครั้งแรก

“ก็นะ..แต่ว่า..”

สมมติว่าค้างจริงแต่เขาจะอธิบายเนเน่ยังไงล่ะ ทว่าสักพัก ยูมะนึกออกว่า เมื่อเช้าเนเน่บอกว่า “วันนี้ไปทำงานนอกสถานที่ กลับพรุ่งนี้มืดเลย”

นั่นแปลว่า ต่อให้วันนี้ยูมะค้างบ้านยุย เนเน่ก็ไม่รู้เรื่องนี้

(…เฮ้ยไม่ดีมั้ง.. นั่นไม่ใช่ปัญหาซะหน่อย)

ยูมะรีบดึงสติตัวเอง แต่ดูจะต้านทานเหตุผลไม่ไหว

(ถามตัวเองว่าอยากค้างบ้านยุยมั้้ย ตอบเลยว่าใช่ เห็นท่าทีของยุยอ้อนวอนผมให้ค้างแล้วผมสงสาร…แต่ว่าไอ้การค้างคืนนี่มันเลเวลอัพข้ามขั้นตอนพุ่งพรวดเลยนะ”)

ยูมะมองยุยอีกรอบ เธอทำท่าสลดยินหงอยอยู่

“ย…ยุย?”

“ขอโทษนะ ชั้นไม่ได้ตั้งใจฝืนใจยูมะเลย”

“เอาน่า ไม่เป็นไรครับ ผมดีใจกับคำพูดที่บอกว่าอยากตอบแทนครับ”

ยุยส่ายหัวกับคำพูดยูมะ

“ขอโทษนะ ที่ชั้นบอกอยากตอบแทนมันคือข้ออ้างน่ะ”

“ข้ออ้าง?”

“อืม…จริงๆแล้ว…จริงๆแล้ว”

ยุยเอามือแตะอก กำเสื้อแน่น ตั้งมั่นแน่วหน้า เงยหน้ามองยูมะ

“ชั้น…อยากอยู่ด้วยกันกับ…ยูมะ…ให้นานกว่านี้”


(แล้วนี่กุหลุดปากตอบโอเคไปทำบ้าไรวะ)

สรุปตอนนี้ ยูมะตัดสินใจแล้วว่าจะค้างบ้านยุย

(งานหยาบ…งานหยาบของจริง ปกติอยู่ใกล้สาวที่ชอบก็ใจเต้นระรัวแล้ว แต่คราวนี้เข้ามาอยู่ในบ้านของสาวที่ชอบนี่มันข้ามขั้นเกินชัดๆ)

แต่ว่าให้ทำไงได้ล่ะ

ถ้าคุณเจอสาวที่ชอบบอกว่า “อยากอยู่ด้วยกันให้นานกว่านี้” คุณคิดว่าจะมีผู้ชายสักคนในโลกกล้าปฏิเสธคำขอล่ะครับ นี่ยังไม่รวมพลังทำลายล้างจากคำพูดของเธอเล่นเอาใจละลาย

ตั้งสติไว้ก่อนลูก

(เอาน่า มองโลกในแง่ความเป็นจริง ยังไงครอบครัวเธอก็ต้องอยู่บ้าน อย่างยุยคงไม่กล้าชวนให้มาค้างคืนในบ้านสองต่อสองหรอก)

“วันนี้พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านนะ ท่านออกไปทำงานกว่าจะกลับก็พรุ่งนี้เลย”

(บ๊ะแหล่ววววววววววว)

ยุยไปกินยากล้าหาญมาจากไหน ทำไมเธอถึงได้มั่นขนาดนี้ ยูมะรู้สึกตาลายคล้ายจะเป็นลม

“เพราะงั้นถึงจะเสียงดังไปบ้างก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ”

……ก็รู้นะว่าที่ยุยพูดถึงเสียงดัง หมายถึงเล่นเกมเสียงดัง เล่นเกมนะโว้ย เล่นเกม ยูมะพยายามท่องในหัวว่าเล่นเกม แต่สมองแล่นไปถึงเรื่องบนเตียงแทนซะงั้น

ยกโทษให้ผมด้วยเถอะคร้าบบที่คิดแบบนี้ แต่โดนผู้หญิงที่ชอบบอกว่า “พ่อกับแม่ไม่อยู่” นี่มันแฟล็กปักธงชัดๆ ใครจะไปห้ามความคิดไหว

ระหว่างที่ยูมะใจเต้น ทั้งคู่ก็เดินเข้ามาในบ้านยุย

บ้านยุยดูสะอาดสะอ้านสวยงามบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของ

ปกติเวลาที่ส่งยุยจะส่งแค่หน้าบ้าน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้ามาในบ้านเธอ หัวใจยูมะเต้นรัวยิ่งกว่าตีกลอง

“รบกวนด้วยนะครับ”

“แหะแหะ ดีใจจังเลย เพิ่งเคยชวยเพื่อนมาเที่ยวบ้านเป็นครั้งแรก♥”

“……”

ผู้ชายคนแรกที่ยุยพามาเที่ยวบ้านงั้นเหรอ ยิ่งฟังยูมะยิ่งใจเต้นหนักกว่าเก่า

ทั้งสองคนเดินเข้าในห้องรับแขก

สายตายูมะกวาดมองรอบๆสำรวจเฟอนิเจอร์ พบว่าเป็นของหรูทั้งนั้น

“นั่งโซฟาได้เลยนะ..อ้อ เอาชาด้วยมั้ย”

“อ..อืม..รบกวนด้วยครับ”

ยูมะนั่งโซฟา หัวใจเต้นตุ้มต่อม หาเรื่องคุยระหว่างยุยไปเตรียมชา

“ครอบครัวยุยทำงานอะไรเหรอ”

“พ่อเป็นหมอแม่เป็นนางพยาบาลน่ะ”

“เห..เจ๋งเลยนี่นา”

“อืม”

ดูจากน้ำเสียง เธอคงสนิทกับครอบครัวดี

“อึ๊บ เอาน้ำมาเสิร์ฟจ้า”

ยุยยกขนมกับน้ำชา วางไว้บนโต๊ะหน้าโซฟา ก่อนจะนั่งลงข้างๆยูมะ

ยูมะรับถ้วยชาจากยุย ดื่มไปอึกหนึ่ง

อร่อยจัง ถึงจะไม่ค่อยรู้เรื่องชาแต่สัมผัสรับรสได้ถึงความหรูได้เลย

“ชาอร่อยดีครับ”

“อืม แขกคนสำคัญมาเยี่ยมทั้งทีก็ต้องเสิร์ฟของที่ดีที่สุดให้สิ”

“เห ขอบคุณนะครับ”

“ไม่เป็นไรจ้า”

หลังจากนั้น ยูมะเงียบ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ทั้งสองคนทานขนมกับน้ำชาเงียบๆ

ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรก็ตาม แต่บรรยากาศไม่ได้แย่ กลับกัน รู้สึกถึงความอบอุ่นหัวใจด้วยซ้ำ นี่สินะรสชาติของความสุข

แค่ได้นั่งมองยุยจิบชาพลางเคี้ยวขนมแค่นี้ก็รู้สึกถึงความรักที่เอ่อล้นจากข้างในแล้ว

หลังจากนั้นสักพัก ยุยหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา

ยูมะเห็นก็รู้งานหยิบโทรศํพท์ขึ้นมาด้วย ทั้งสองคนเริ่มพิมพ์แชทหากัน

“ขอบคุณที่ตอบรับคำขอร้องชั้นนะ”

“ไม่หรอก ชั้นต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ชวนมาค้างบ้าน”

“ก็ตามที่บอกว่าอยากตอบแทนบุญคุณ ยูมะมีอะไรที่อยากรีเควสเป็นพิเศษมั้ย”

“ยังจะตอบแทนให้ได้จริงเหรอ”

“ใช่ ความรู้สึกที่อยากตอบแทนยูมะให้ได้มันเป็นของจริงค่ะ เพราะซาบซึ้งในสิ่งที่ยูมะดูแลมาตลอดค่ะ”

“จะว่าไปทำไมจู่ๆดูพูดจาสุภาพล่ะ”

“ก็มันเขินเลยไม่กล้าคุยแบบเดิมไง”

ยุยพิมพ์แชทจบ ส่งยิ้มให้ยูมะ

เอาเหอะ ถ้าอยากตอบแทนขนาดนี้ คงต้องคิดจริงจังสักนิดละ แตามันยังคิดไม่ออกนี่สิ

“ตอนนี้ยังนึกเรื่องรีเควสเป็นพิเศษไม่ออกเลย”

“งั้นเหรอ ถ้างั้นชั้นขอเสนอตัว เป็นคนที่ทำอะไรก็ได้ให้ยูมะรู้สึกดีใจ คิดว่าไง ง่ายๆว่า ให้ชั้นเป็นเมดของยูมะก็ได้”

“..เมดเหรอ”

“ถูกต้องจ้า คิดซะว่าชั้นเป็นเมดที่ยูมะจ้างมาดูแลส่วนตัวเลย”

“พูดขนาดนั้นก็ไม่ปฏิเสธละ”

จะว่าไปการที่เธอบอกว่าเป็นเมด แปลว่าตอนนี้ยุยมองเราในฐานะผู้ชายนิดนึงละสินะ

(อ้ากกก เขินจนอยากจะตายตรงนี้เลย)

ระหว่างที่ยุมะยังหมกหมุ่นกับความคืดตัวเอง ยุยพิมพ์แชทหา

“ยูมะอยากจะใช้ชั้นเรื่องไหนก็เชิญตามสบายนะ”

ยุยยืนยันหนักแน่นซะขนาดนี้ ก็ตามนั้นแหละครับ

“รับทราบครับ วันนี้ก็ขอใช้บริการหน่อยนะครับ”

พออ่านแชทที่ยูมพิมพ์จบ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าเธอทันที น่ารักจริงๆ

ยุยสูดลมหายใจเข้า ดึงเสื้อยูมะเล็กน้อย

“เอ่อ..คือว่า..สนใจไป…ห้องชั้นมั้ย”

“ห้องเธอเหรอ.. คือว่าชั้นเป็นผุ้ชาย เข้าห้องเธอไม่มีปัญหาอะไรแน่นะ”

“อ..อืม.ไม่มีปัญหาหรอก ไม่ต้องเกรงใจนะ”

ยุยพายูมะไปที่ชั้นสอง มาที่ห้องที่ป้ายเล็กๆติดว่า ห้องยุย

ตื่นเต้นชิบหายเลยว้อยย ในชีวิตเพิ่งจะเคยเข้าห้องหญิงอื่นเป็นครั้งแรก (ไม่นับเนเน่นะ) ยิ่งเป็นห้องเด็กที่ชอบ ยิ่งลุ้นหนักเข้าไปใหญ่

ดูเหมือนว่าคนที่ตื่นเต้นจะไม่ใช่ยูมะคนเดียว ยุยเองก็ออกอาการไม่น้อยเหมือนกัน

“ช..เชิญค่ะ”

ยุยพูดจบ เปิดประตู ทั้งคู่เข้ามาในห้อง ยูมะสูดได้กลิ่นหอมสไตล์ห้องผู้หญิง เพียงแค่ได้กลิ่น ยูมะก็เริ่มใจเต้นแล้ว

จะว่าไป ห้องยุยนี่…ก็ต้องบอกว่าสมเป็นห้องยุยแหละ

ห้องแบ่งสเปซออกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนหนึ่งคือเตียงนอน หัวเตียงกับข้างเตียงมีตุ๊กตาหมีเรียงราย สมเป็นเด็กผู้หญิงจริงๆ

ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นโต๊ะคอม มีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ ด้านหน้ามีเก้าอี้เกมมิ่งตัวหรู ด้านข้างมีชั้นหนังสือมีมังงะกับไลท์โนเวลเรียงราย

เขร้ เธออ่านโจโจ้ล่าข้ามศตรวรรษแถมมีครบทุกเล่มด้วย จะมีผู้หญิงคนไหนในโลกมีการ์ตูนเรื่องนี้แบบเธอมั้ยฟะ

หลังเข้าห้องสักพัก ยุยกล่าว

“ตอนชั้นยังเด็ก ร่างกายอ่อนแอ คุณพ่อกลัวชั้นเหงาเลยซื้อตุ๊กตาหมีให้ชั้นเยอะเลย”

“แต่ว่าที่เห็นนี่มีการ์ตูนผู้ชาย สไตล์เกมที่เล่นก็แนวผู้ชายชอบเล่นซธส่วนใหญ่ พ่อเธอไม่ว่าอะไรรึ”

“มันแปลกเหรอ”

“เปล่าซะหน่อย สมเป็นยุยต่างหาก”

“แหะแหะ ขอบคุณนะ”

“ขอดูชั้นหนังสือนิดหนึ่งนะ”

“อืม ตามสบายเลย”

พอได้รับคำอนุญาต ยูมะเดินไปค้นหนังสือ เป็นห้องที่จะว่าแปลกก็แปลกแหละ บนเตียงนี่ห้องผู้หญิงแน่ แต่บนโต๊ะเกมนี่ห้องผู้ชายชัดๆ

ยูมะดูหยังสืออยู่ โชคดีที่ยูมะกับยุยชอบอ่านการ์ตูน ความชอบที่ตรงกัน ยูมะจึงสนใจหนังสือในชั้นพอสมควร

“เฮ้ เล่มนี้ดูน่าสนใจ เรื่องนี้สนุกมั้ย”

“สนุกนะ ถ้ายูมะสนใจจะยืมไปอ่านก็ได้นะ”

“แท้งกิ้ว เจอกันครั้งหน้าเดี๋ยวเอามาคืนนะ ครั้งหน้าเดี๋ยวชั้นเสนอการ์ตูนมันส์ๆมาแลกกันอ่านนะ”

พอคุยเรื่องงานอดิเรกสิ่งที่ชอบ ความตื่นเต้นของยูมะก็เริ่มหายไป

เมื่อคนสองคนที่มีความชอบใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน บรรยากาศมันจะเริ่มเต็มไปด้วยความสนุกแบบนี้แหละ

“เน่ ยูมะ คิดเรื่องตอบแทน ออกรึยัง”

“โอ๊ะ โทษทีนะ”

“หือ มีเรื่องอะไรต้องขอโทษเหรอ”

“เปล่า ไม่มีอะไร”

จริงๆก็ไม่มีอะไรแหละ แค่ไม่เคยเห็นยุยที่นั่งบนเตียง กอดตุ๊กตาหมี ส่งสายตาถาม

ถึงแม้ว่าตอนคุยเรื่องการ์ตูน จะให้ความรู้่สึกเหมือนผู้ชายคุยกัน แต่จริงๆแล้วนี่คือห้องผู้หญิง เห็นยุยกอดตุ๊กตาหมีบนเตียง ยิ่งยืนยันชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน

ห้องนี้คือห้องที่ยุยใช้นอนหรือทำธุระส่วนตัว หรือใช้เปลี่ยนเสื้อ และตอนนี้ชั้นกำลังยืนอยู่ในห้องจริงๆไม่ได้ฝันซะด้วย

พอคิดแบบนี้ ยูมะกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่

ทางด้านยุยที่ยังคงทำหน้าสงสัยว่ายูะเป็นอะไรไป ก็ต้องขอบคุณความไร้เดียงสายุยที่นึกไม่ออกว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่บ้าง

“จะว่าไป ที่บอกว่าตอบแทน ตอนนี้ก็อยู่ห้องเธอแล้ว จะทำอะไรรึ”

ยูมะลองถามดู ยุยเจอคำถามยูมะแล้วหน้าแดงมีท่าทีขวยเขิน

“คือว่านะ..ชั้นลองค้นคว้าข้อมูลดูก่อนหน้าเกี่ยวกับเรื่องความปรารถนาของเด็กผู้ชายหรือเรื่องที่ทำแล้วผู้ชายจะดีใจ ชั้นอยากจะทำเรื่องนั้นให้ยูมะ”

“……”

ผู้หญิงที่หลงรักจะทำอะไรให้ผู้ชายดีใจ….มันก็เรื่องอย่างว่า…รึเปล่าวะ

ยูมะแอบลุ้นนิดๆแต่ก็เดาว่าเธอคงไม่ทำขนาดนั้นหรอก รอดูว่าเธอจะทำอะไรดีกว่า

“เอ่อ…ยูมะ..ขึ้นมาบนเตียงสิ”

“ห๊ะ..ขึ้นเตียง?”

“ชั้นคิดว่าอยากจะทำให้ยุมะรู้สึกดี..”

บ๊ะแหล่ว ยูมะตัวแข็งทื่อ ภาพในหัวนึกถึงความฝันเมื่อเช้า

“ไม่ดีมั้ง ไม่ดีมั้ง ไม่ดีแน่ๆ ถึงจะเป็นความปรารถนาของผู้ชายแต่เรื่องนี้มันยังไม่ควรนะ”

ความหมายที่เธอคิดกับที่ผมคิดมันต้องคนละเรื่องแน่ ชัวร์ เธอต้องเข้าใจผิด…มั้ง หรือจะทำจริงเหรอวะ

“ม..ไม่ดีตรงไหนเหรอ ชั้นอ่านในการ์ตูน เห็นแม่ตัวเอกทำให้พระเอกนะ”

“อย่าเอาสองมิติมาปะปนกับสามมิติสิฟะ จะว่าไปนี่นายไปอ่านการ์ตูนเรื่เองอะไรมานิไ

“ไม่อยากให้ทำจริงๆเหรอ”

“ก็มันยังไม่ควรทำอะ เรื่องแบบนั้นมันต้องใช้เวลาทำความรู้จักกันอีกหน่อย…หือ โทษทีนะ ในมือเธอถืออะไรอยู่น่ะ”

“นี่เหรอ? ไม้แคะหูไง”

“ไม้แคะหู”

“อืม ใช่ ไม้แคะหู”

“แล้วถือไม้แคะหูมาทำไมล่ะ”

“ถือไม้แคะหูมาก็ต้องใช้แคะหูสิ หรือมันเอาไปใช้ทำอย่างอื่นได้เหรอ”

“….เชี่ยเอ้ยยยยยยยยย”

สรุปมีกูคนเดียวเลอะเทอะเข้าใจผิดไปเองสินะ โอ้ยย อายชิบหายเลยโว้ย ถ้ามีหลุมอยู่ตอนนี้จะโดดลงไปไม่โผล่หน้าให้ใครเห็นแน่

“เอ่อ..ยูมะ..ไม่ชอบแคะหูเหรอ ชั้นน่ะนะ นานๆทีแม่จะแคะหูให้ชั้น มันรู้สึกดีมากเลย ชั้นเลยอยากทำให้ยูมะบ้าง”

คำพูดยุยใสซื่อบริสุทธิ์มาก ไม่มีเจตนาร้ายใดๆยิ่งทำให้ยูมะคอตกรู้สึกผิดหนักกว่าเดิมอีก

“ยูมะ..เป็นอะไรรึเปล่าไ

“เอ่ออ..อืม..งั้นแคะหูเลยก็ได้ครับ”

“อืม งั้นยูมะมานอนหนุนตักชั้นนะ เพิ่งจะเคยทำเรื่องแบบนี้ครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นจัง”

ยูมะเดินหงอยๆ ไปนอนบนเตียง ฟีลลิ่งหมดไฟผิดกับเมื่อครู่

ทว่าพอได้นอนจริงๆ ยูมะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองคิดผิด

ไอ้การนอนแคะหูนี่มัน ทำแดเมจใส่ยูมะได้เยอะกว่าที่คิดซะงั้น

การเอาหน้าตัวเองหนุนต้นขาสาวที่ชอบ สัมผัสความเด้งดึ๋ง ความอบอุ่น และกลิ่นหอมหวานๆตรงนั้นแบบแนบชิด ความรู้สึกที่ว่าสาวเจ้าไม่ระมัดระวัง ปล่อยให้นนอนเพราะความเชื่อใจ มันช่างทะลวงใจยิ่งนัก

“ย…ยุย..ด…เดี๋ยวก่อน”

“อย่ายุกยิกไปมาสิ ม้นอันตรายนะ”

ยุยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุ เอาไม้แคะหูแหย่รูหูยูมะ

“เจี๊ยก”

ยูมะหลุดปากเสียงประหลาดออกมา

“ข..ขอโทษนะ เจ็บเหรอ”

“ป..เปล่า ไม่ได้เจ็บหรอก”

“งั้นเหรอ งั้นชั้นปั้นต่อเลยนะ”

“ด..เดี๋ยว…”

ไอ้การนอนหนุนตักและให้สาวปั่นหูให้นี่ ในมังงะเคยอ่านบ่อยอยู่ แต่พอมาโดนเองนี่ก็เริ่มเข้าใจฟีลละ

ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองที่มานอนหนุนขายุย กับความรู้สึกจั๊กจี้ข้างในหู นี่มันยากจะบรรยายเป็นคำพูด

เอาเหอะ ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้ก็ได้แค่ทำตัวตามสบาย ปล่อยวางความขัดแย้งในใจ รับฟีลลิ่งปั่นหูเพลินๆจากยุยก็พอ

“ยูมะ รู้สึกดีมั้ย”

“…..อย่างเริ่ด”

ถ้าให้ฟันธงโชะไปเลยว่าถูกยุยปั่นหูให้มันรู้สึกดีหรือแย่ ตอบได้เต็มๆเลยว่ารู้สึกดี แต่ไอ้การหนุนตักและได้กลิ่นหอมๆจากตรงนั้น มันก้ขัดแย้งบางจุดเหมือนตกนรกทั้งเป็นนิดๆ

ในขณะที่ยุยไม่ได้รู้เรื่องราวเลยว่ายูมะกำลังปั่นป่วนขนาดไหน เธอกล่าว “ดีจังเลย” พร้อมเผยรอยยิ้มอย่างดีใจ

“คือว่านะ..ยุย”

“หือ มีอะไรเหรอ”

“นายรู้ใช่มั้ยว่าชั้นเป็นผู้ชาย”

“อืม แน่นอนอยู่แ่ล้ว”

“คือว่า ถามเองมันก็อายอยู่หรอก แต่ว่า เธอไม่รู้สึุกอายบ้างเหรอ ผู้หญิงธรรมดาถ้ามาปั่นหูโดยให้ผุ้ชายนอนหนุนต้นขาน่าจะอายนะ”

“…พูดตามตรง..อายสิ”

“แล้วทำไมถึงเลือกปั่นหูให้ชั้นล่ะ”

“ก็เพราะว่า…ชั้นชอบยูมะที่สุดไง”

ยุยส่งยิ้มเขินแต่คำพูดเธอที่บอกว่าชอบยูมะไม่มีความลังเลในน้ำเสียงเลย

“บางทีนะ ชั้นน่ะอาจจะชอบยูมะมากกว่าที่คิดซะอีก ถึงการปั่นหูหรือถูกสัมผัสจะรู้สึกอาย แต่ถ้ายูมะรู้สึกยินดีกับสิ่งที่ชั้นทำ ชั้นจะดีใจมากก เพียงแค่ได้อยู่ด้วยกัน ชั้นก็มีความสุขสุดๆแล้วล่ะ”

ยุยอธิบายเสียงใส ถ่ายทอดความรู้สึกที่อยู่ในใจตอนนี้ให้ยูมะฟัง

“หรือว่า….ยูมะไม่ชอบเหรอ..ถ้าไม่ชอบชั้นจะหยุด…”

“…ใครบอกไม่ชอบเล่า”

“งั้นปั่นหูต่อเลยนะ”

“…..อืม”

ยุยยิ้มดีใจ เริ่มปั่นหูยูมะต่อ

…ถูกผู้หญิงที่ชอบพูดขนาดนี้เป็นใครไม่ดีใจบ้างล่ะ

ด้วยความดีใจจนหน้าแดง ยูมะเลยเลี่ยงหันหน้าอีกทางไม่สบตายุย

“….ทำแบบนี้แล้วจะไม่ให้ตูมโนได้ไงฟะ”

“เอ๋ ตะกี้ยูมะว่าอะไรเหรอ”

“เปล่า ไม่มีอะไร…”

ยูมะปล่อยให้ยุยแคะหูต่อ ด้วยความที่อายเขาเลยไม่กล้าพูดและสบตายุยแล้วในตอนนี้


“เซอวิสต่อไป ชั้นจะบริการด้วยอาหารฝีมือชั้นทำเองนะ”

ยุยหยิบโทรศํพท์ขึ้นมาแชทหายูมะในระหว่างที่ยูมะยังไม่หันหน้ามาหาเธอ

ยูมะหยิบโทรศํพท์พิมพ์ตอบ

“อาหารทำเอง?”

“ใช่แล้ว นี่ก็เป็นสิ่งที่ชั้นรู้มาจากการค้นคว้า ผู้ชายอยากให้ผู้หญิงทำอาหารฝีมือของเธอมาให้นะ หรือยูมะไม่ดีใจเหรอถ้าชั้นทำอาหารให้ทาน”

ใครๆก็ดีใจแหละ ถ้าเป็นผู้หญิงที่ชอบ ลงมือทำอาหารมาให้ผู้ชาย จริงๆมันมีความหมายพิเศษข้างใน แต่ยุยซื่อแบบนี้คงไม่คิดแบบเดียวกับที่ผมคิดหรอก ยิ่งไปกว่านั้น มีเรื่องหนึ่งที่กังวล

“ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”

“บู่ นี่คิดว่าชั้นเป็นมนุษย์ประเภทที่พออยู่คนเดียวแล้วทำอะไรไม่เป็นรึไง ปกติชั้นจัดการงานบ้านเองนะ ส่วนเรื่องอาหารรับรองว่าอร่อยไม่แพ้โปรแน่”

“ว้าว ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“โทษทีนะ ก็โม้เวอร์เกิน แต่ชั้นทำได้จริงๆ ขอให้ชั้นทำอาหารให้ทานนะ”

“ถ้าพูดขนาดนั้นก็ขอรอรับชมฝีมือครับ”

ยุยอ่านแชทที่ยูมะพิมพ์ตอบ ยิ้มดีใจ ถึงจะเป็นการสนทนาผ่านแชท ไม่ได้คุยจากปากตัวเอง แต่ยุยก็รู้สึกสนุกมาก

“หิวเมื่อไรรีบบอกเลยนะ อยากโชว์ไวๆละ”

“โอเค ถ้าหิวเดี๋ยวบอก”

“แต่เพื่อความชัวร์ ขอเริ่มทำเลยละกันนะ”

ยุยลุกขึ้นเดินไปที่ห้องครัว เปิดตู้เย็นค้นดูว่าเหลือวัตถุดิบอะไรที่พอทำได้บ้างด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะส่งเสียงถามยูมะ

“ยูมะชอบทานแฮมเบิร์กมั้ย”

“ชอบ”

“ทานแครอทกับบรอคโคลี่ได้ใช่มั้ย”

“ทานได้ไม่ได้เกลียดผักครับ”

“โอเค งั้นเมนูที่จะทำคือสเต็กแฮมเบิร์ก เครื่องเคียงเป็นแครอทกับบร้อคโคลี่นะ อืมม แต่ถ้าทำแค่นี้ไม่น่าจะพอ ต้องทำน้ำซุปเพิ่มด้วย งั้นใช้เยลลี่กาแฟละกัน”

เยลลี่กาแฟ… คงเป็นของหวานแหละน่า เอาจริงๆก็ไม่ชอบเยลลี่กาแฟนนักหรอก แต่อุตส่าจะทำให้ทานก็อดทนกินละกัน

ยูมะคิดว่านั่งเฉยปล่อยให้ผู้หญิงทำงานคนเดียวก็ใช่เรื่องเลยเดินไปห้องครัว

“มีอะไรให้ชั้นช่วยมั้ย”

“วันนี้คุณยูมะเป็นลูกค้านะคะ รบกวนนั่งรอตามสบายค่ะ”

“อย่าคิดมากน่า ชั้นแค่อยากจะช่วย…แล้วก็…ทำด้วยกันน่าจะสนุกกว่านะ”

“…อืม♥”

สุดท้ายทั้งคู่เลยช่วยกันลงมือทำอาหาร

ยุยมัดผมข้างหลังทรงหางม้า ปกติยูมะจะเห็นยุยในทรงผมยาวกลางหลังตลอด พอเห็นยุยในทรงนี้ก็รู้สึกได้บรรยากาศอีกแบบ

ยุยสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพู ส่วนยูมะยืมผ้ากันเปื้อนสีดำของพ่อยุยมาสวม

ยุยถือพุดดื้งโชว์ทำกับข้าว

…ทรงผมและชุดผ้ากันเปื้อนที่ยุยสวมใส่ตอนนี้ เล่นเอายูมะใจเต้นตึกตัก ในชุดนี้เธอก็สวยอยู่ดี

“ยูมะทำอาหารเป็นด้วยเหรอ”

“นิดหน่อยครับ เคยเรียนทำอาหารเมนูพื้นๆมาบ้างครับ”

“งั้นถ้ามีสูตรอะไรแนะนำก็บอกได้นะ”

“อืม”

พอได้มาดูสดด้วยตาตัวเอง สกิลทำอาหารของยุยก็น่าจะไม่ใช่คำคุยโต เพราะเธอเตรียมวัตถุดิบและลงมือทำโดยที่ไม่ได้เปิดคู่มือทำอาหาร ท่าทางไหลลื่นทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว

“..จะว่าไป..เยลลี่กาแฟเอามาใช้ทำอะไรนิ”

“รสชาติลับของสเต็กแฮมเบิร์ก”

“เฮ้ย..เอาจริงดิ ทานได้แน่นะ”

“อืม อร่อยด้วย เชื่อใจชั้นสิ”

ยุยกล่าวจบ ผสมเยลลี่ลงไปในฮัมเบิร์ก

“ไอ้รสชาติลับนี่ไปเรียนมาจากไหนนิ”

“อินเตอร์เน็ตไง…ชั้นน่ะนะ ร่างกายอ่อนแอแต่เด็ก แต่ไม่อยากจะเป็นภาระให้พ่อกับแม่ ชั้นเลยฝึกทำงานบ้านมาตลอดนะ”

“ว้าว เจ๋งมากครับ”

“แฮะแฮะ แล้วก็นะ เพื่อการนี้ ชั้นลงทุนศึกษาจากในเน็ตเรื่องรสชาติลับเพราะอยากทำให้ยูมะกิน ถ้าลองกินไปด้วยกันมันต้องน่าสนุกแน่นอน”

เธอหัวเราะแต่น้ำเสียงที่กล่าวจริงจังไม่ล้อเล่น เห็นชัดเลยว่ายุยเป็นคนประเภทใครทำดีอะไรต้องตอบแทนบุญคุณกลับอย่างแน่นอน ไม่ใช่ทำดีให้แล้วตีเนียนหายจ้อย

นิสัยแบบนี้ยิ่งทำให้ยูมะอยากกอดยุยเข้าไปอีก

“เอาส้อมจิ้มฮัมเบิร์กให้เป็นรูพรุนหน่อยจ้า “

“ทำแบบนี้เป็นไง”

“อืม ยอดไปเลย”

อืมม คิดเล่นๆว่าถ้าเกิดอนาคตเราแต่งงานกับยุย คงจะมีความรู้สึกประมาณนี้สินะ

ยูมะคิดจบรียส่ายหัวดิก จะมาคิดเรื่องแบบนี้ได้ไงเล่า นี่เรากำลังช่วยเขาทำอาหารอยู่นะ

“เริ่มแรกใช้ไฟแรง รอให้น้ำจากเนื้อไหลออก..”

ยุยพูดกับตัวเองพลางทำอาหารไปด้วย ยูมะเห็นเธอตอนนี้ยิ่งเกิดความรู้สึกชอบเธอมากขึ้น อยากจะกอดเธอให้แน่นๆสมใจสักครั้งเหลือเกิน

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารก็ทำเสร็จเรียบร้อย เอาจริงๆยูมะแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ยูมะเลยตัดวินใจไปช่วยจัดเตรียมจานชามช้อนส้อมของเขาและของยุยแทน

“ใกล้ได้เวลาชิมละสินะ…”

ฮัมเบิร์กเยลลี่กาแฟ

ตอนใส่เยลลี่ก็แอบกังวล แต่พอดูภายนอก หน้าตาอาหารก็ไม่ได้ต่างจากปกติ

ไม่แน่ว่า ร้านอาหารก็อาจจะใช้สูตนี้อยู่แล้วก็ได้

เรื่องกลิ่นก็โอเค ปัญหาก็อยู่ที่รสชาติละ …เอาจริงๆยูมะเป็นคนที่ไม่ชอบกาแฟ แต่ไหนๆเธอก็ใส่ไปแล้ว คงได้แต่พูดว่า “ลองสักตั้งวะ”

ยูมะลองเอาส้อมจิ้มเนื้อเสต็กฮัมเบิร์ก น้ำจากเนื้อกระฉอกเล็กน้อย สัมผัสดูดีมาก

(น่าจะอร่อยนะ)

ยูมะจิ้มเนื้อ เอาเข้าปาก เคี้ยวหยับๆ

รสชาติเนื้อกระจายฟุ้งในปาก

“…เป็นไงบ้าง?”

“อร่อยดีครับ”

“แฮะแฮะ บอกแล้วไม่เชื่อ”

อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ ที่บอกว่าไม่แพ้โปร สรุปว่าไม่ใช่คำคุยโตแต่ทำได้จริงแฮะ

…รสนิยมความชอบตรงกัน อาหารก็ทำอร่อย หน้าตาก็น่ารัก นี่มันภรรยาในฝันของเราชัดๆ

ยูมะคิดจบ รีบส่ายหัว หันมาทานอาหารต่อ รสชาติมันดีจริงๆ

“ยูมะ มีเม็ดข้าวติดหน้านะ”

“ตรงไหนล่ะ”

“ตรงนี้”

ยุยยื่นมือออกมา ใช้นิ้วปาดเม็ดข้าวตรงแถวขอบริมฝีปากยูมะออก ริมฝีปากยูมะสัมผัสถึงความอ่อนนุ่มของนิ้วยุย

(อ้ากกกก ทำแบบนี้ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยว่าชั้นมโนไปไกลไหนต่อไหนแล้ว)


หลังจากกินเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนช่วยกันเก็บกวาดล้างจาน

ปกติการทำงานบ้าน ถ้าว่าตามตรง มันคือสิ่งที่น่าเบื่อมาก

แต่ว่าพอทำด้วยกันกับยุย ยูมะรู้สึกสนุกมาก สัมผัสได้ถึงความสุขเมื่อได้ทำด้วยกัน

“โธ่ บอกหลายรอบแล้วว่าวันนี้ยูมะเป็นแขก ให้นั่งเฉยๆทำตัวตามสบายได้แท้ๆ”

“ทางนี้ก็ให้พูดอีกหลายรอบก็ไม่เบื่อเช่นกันว่า ชั้นช่วยเพราะอยากทำ ช่วยกันทำงานมันสนุกมาก ยุยไม่รู้สึกสนุกเหรอ”

“…สนุกก็จริง แต่แบบนี้มันก็เหมือนไม่ได้ทดแทนบุญคุณน่ะสิ”

“นายนี่หัวดื้อกว่าที่คิดนะ ก็บอกไปแล้วว่าไม่ต้องใส่ใจขนาดนั้น”

ถึงแม้จะพูดไป ยุยก็ยังคงมีท่าทีไม่ยอมรับในสิ่งที่ยูมะบอกอยู่ดี

“ยูมะ..คือว่าชั้นน่ะ..ชั้นซาบซึ้งการกระทำของยูมะนะ ซาบซึ้งมากๆด้วย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ ไหนลองขยายความได้มั้ยไ

“…ยูมะยังจำตอนที่พวกเราพบกันครั้งแรกได้มั้ย”

“จำได้สิ”

ใครจะไปลืมได้ลง มีเรื่องอะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นวันนั้นมากมายนี่นา

“ตอนนั้นชั้นยังคงเป็นคนที่เป็นโรคสื่อสารไม่เก่ง พูดคุยกับคนนอกไม่ได้ เป็นกังวลกับเสียงและสายตาคนรอบข้าง แต่ว่า…แต่ว่านะ…ตอนนี้ขอแค่ชั้นอยู่ด้วยกันกับยูมะสองคน ชั้นรู้สึกว่าการคุยกันผ่านปากตัวเองมันสนุกเหลือเกิน แม้จะออกไปข้างนอกก็ไม่รู้สึกกลัวแล้ว…”

“ทั้งหมดเป็นเพราะความพยายามของตัวยุยเองต่างหากครับ”

“ไม่หรอก ชั้นพยายามก็จริง แต่เครดิตต้องยกให้ยูมะต่างหาก ชั้นน่ะ พูดตามตรงว่าไม่อยากไปเรียนม.ปลายเลยนะ”

“งั้นเหรอ”

“อืม ชั้นเป็นโรคสื่อสารไม่เก่ง แถมไม่มีเพื่อนด้วย ถึงไปเรียน ก็คิดว่าชีวิตตอนนั้นมันต้องน่าเบื่อมาก ถ้างั้นสู้ไม่ไปเรียนเลยคงจะดีกว่า แต่ว่า พอคิดว่ายูมะอยู่ด้วยกัน ชั้นเริ่มตั้งตารอเปิดเทอมแล้ว”

ระหว่างที่ยุยพูดจบ จานชามก็ล้างเสร็จพอดี เธอล้างมือก่อนหันมากล่าวต่อ

“ตอนนี้ชั้นรู้สึกมีความสุขมากในทุกๆวันที่ผ่านมา วันนี้ก็สนุกด้วยจนทำให้คิดว่าพรุ่งนี้ก็ต้องสนุกไม่แพ้กัน แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนที่ชั้นรู้สึกกลัว แต่ชั้นก็ยังคิดในแง่ดีได้ว่ามันอาจจะสนุกก็ได้ ความสุขทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพราะยูมะ…เพราะฉะนั้นชั้นถึงอยากตอบแทนให้ได้ หากทำไมได้ มันเหมือนมีอะไรติดค้างในใจชั้นเอง”

“ครับครับ พูดซะขนาดนี้ผมยอมแล้ว แต่ก็นะ เรื่องอยากตอบแทน ค่อยๆคิดค่อยๆทำก็ได้ …แล้วก็..ต่อจากนี้..อยู่ด้วยกันตลอดไปเนอะ”

“..เอ๊ะ?..อืม…อยู่ด้วยกันตลอดไปเนอะ แฮะแฮะ♥”

ยุยยิ้มด้วยความดีใจ

ยูมะเห็นความน่ารักของเธอตอนนี้ ยื่นมือไปลูบหัวโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ชะงักมือกลางคันทัน จะลูบหัวเธอตอนนี้มันจะเป็นเรื่องที่ดีเหรอ ยูมะไม่กล้าตอบกับตัวเอง

แต่ว่าพอดูจากสีหน้ากับท่าทียุย ดูเหมือนว่าเธอตั้งตารอรับการลูบหัวจากยูมะแล้ว เธอค้อมหัวลงรอ ในระหว่างนั้นก็ส่งสายตาถามประมาณว่า “ไม่ลูบหัวชั้นเหรอ?”

ดูเธอตอนนี้แล้วให้ความรู้สึกเหมือนว่าเธอเป็นลูกแมวขี้อ้อนไม่มีผิด เห็นสภาพนี้ ยูมะเลยลูบหัวเธอ ปฏิกริยาตอบสนองของเธอ ชัดเจนชัดว่าพึงพอใจมาก ภาษากายบอกเลยว่าอยากให้ลูบต่อเรื่อยๆ

(….เห็นความน่ารักของเธอขนาดนี้แล้วใครจะหยุดลูบหัวง่ายๆล่ะครับ)

ยูมะคิดพลางขณะลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน


หลังจากเก็บกวาดจาน และเล่นด้วยกัน เวลาก็ผ่านไปนานพอสมควร ระหว่างนั้นยุยก็ไปอาบน้ำเรียบร้อย นั่งอยู่บนเตียงในห้อง ส่วนยูมะถือไดร์เป่าผม กำลังเป่าผมให้เธอ

ทางด้านยูมะก็เป่าผมให้ยุยด้วยความตื่นเต้น เพราะเห็นยุยในชุดนอน แถมได้กลิ่นแชมพูอ่อนๆจากร่างกายเธอ ส่วนยุยมีสีหน้าแฮปปี้ที่ถูกยูมะเป่าผให้

“ไม่ร้อนเกินไปใช่มั้ย”

“อืม สบายมาก ขอบคุณนะยูมะ”

“ผมยาวขนาดนี้เวลาเป่าผมให้แห้งคนเดียวคงลำบากน่าดู ฉะนั้นไม่ต้องใส่ใจครับ ชั้นเต็มใจช่วย”

“แฮะแฮะ ถ้ามีคนเป่าผมให้อย่างนี้ทุกวันก็ดีสินะ”

คำพูดยุยทำเอายูมะใจเต้นไม่เป็นส่ำอีกแล้ว

(ท่องไว้โว้ย ยุยไม่ได้มีเจตนาแบบเดียวกับที่เราคิด)

ยุยที่ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าคนข้างหลังปั่นป่วนเพราะคำพูดไร้เดียงสาของเธอ ตอนนี้เธอหลับตานิ่งทำตัวตามสบาย

….ดูจากสภาพแล้ว ยุยคงคิดว่าเราเป็นพี่ชายที่พึ่งพาและไว้ใจได้สุดๆซะมากกว่า

ไอ้ที่เชื่อใจเราขนาดนี้มันก็ดีใจอยู่หรอก แต่ส่วนลึกก็รู้สึกน่าหงุดหงิด อยากให้เธอมองเราเป็นผู้ชายที่เป็นแฟนได้บ้างจัง

ในที่สุด ยูมะเป่าผมยุยจนเสร็จเรียบร้อย ยุยยิ้มอย่างมีความสุข

“นี่ก็เริ่มดึกแล้ว นอนเลยมั้ยครับ”

“อืม..นี่ ยูมะ”

“ถึงจะชวน แต่เรื่องนอนเตียงเดียวกัน อันนี้ขอปฏิเสธสุดพลังเลยนะครับ”

“เอ๋”

ยูมะกล่าวติดตลก แต่ก็จริงจังในคำพูด เขาหัวเราะหื่นๆ

“นาย…ไม่คิดว่าจะเกิดอันตรายกับตัวเองบ้างรึไง”

“อันตรายกับตัวเอง?”

“เช่นว่าโดนชั้นทำมิดีมิร้ายไง”

(ยูมะไม่ทำแบบนั้นอยู่แล้วนี่นา)

ยุยไม่ได้ตอบแต่สีหน้ากับแววตาเธอบอกชัดเจนเลย

เฮ้อ เอาเหอะ ยังไงเราก็ไม่ทำจริงๆอยู่ดีนั่นแหละ ไอ้เรื่องทำให้ยุยร้องไห้เสียใจ ยูมะไม่คิดจะทำอยู่แล้ว และถ้าเกิดทำขึ้นมาจริง เขานี่แหละจะเสียใจกับการกระทำนั้นจนฆ่าตัวตายแน่

แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้เรื่องนอนบนเตียงเดียวกัน มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

“ขอย้ำอีกครั้งนะ ยังไงชั้นก็ไม่นอนเตียงเดียวกับเธอแน่ๆ “

“บู่—-“

ยุยทำหน้างอน แต่ดูแล้วเธอพยายามจะเกลี้ยกล่อมให้ยูมะนอนเตียงเดียวกันให้ได้ เลยเสนอไอเดียพร้อมลงมือหยิบตุ๊กตาหมีที่อยู่ข้างๆ

“นอนเตียงเดียวกันนี่แหละ แต่ห้ามข้ามเส้นตุ๊กตาหมีที่วางตามนี้ ถ้าข้ามมาชั้นจะโกรธ แต่ต้องนอนเตียงเดียวกันนะ”

“ห๊ะ”

สรุปยุยเอาตุ๊กตาหมีหลายตัวมาวางคั่นตรงกลางเตียงแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน

(เล่นง่ายๆใช้ตุ๊กตาหมีเป็นเส้นแบ่งเขตเลยรึ แต่เออ ช่างแม่งละ นอนก็นอนวะ )

สุดท้ายยูมะก็ทนลูกตื๊อไม่ไหว ยอมนอนเตียงเดียวกันกับยุย โดยมีตุ๊กตาหมีคั่นกลาง

ระหว่างที่นอน ยูมะสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายหวานๆของยุย รู้สึกใจเต้นตึกตัก แต่ก็นะ วันนี้ผ่านอะไรหลายๆอย่างมาก รู้สึกเหนื่อยใช่เล่น ก็คิดว่าไม่นานคงหลับไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นแหละ

“เน่ ยูมะ”

แม้ว่าจะนอนด้วยกัน เสียงของยุยก็ไม่มีอาการสั่นไหว คือชัดเจนมากว่า นอนกับยูมะนี่เธอไว้ใจมาก ไม่ต่างอะไรกับนอนคนเดียว

“วันนี้ยูมะสนุกมั้ย”

“อืม สนุกสิ”

ยูมะตอบทันทีไม่ลังเล

ถึงยุยจะไร้การป้องกัน ไม่ระแวงยูมะเลยสักนิดก็เหอะ จุดนี้มันก็แอบคันหัวใจยิบๆ แต่ว่าความจริงคือไอ้ที่เธอไม่ระแวงแปลว่าเธอรักเรามาก แถมกิจกรรมต่างๆที่ผ่านวันนี้ก็สนุกด้วย ช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน ยูมะสัมผัสได้ถึงรสชาติของความสุข

“…เออ.. ยุย”

“หือ มีอะไรเหรอ”

“ชั้นชอบเธอนะ”

“แฮะแฮะ ชั้นก็เหมือนกัน”

ยุยส่งยิ้มอย่างดีใจให้ยูมะ

(ก็กะแล้วอะนะว่าเธอต้องตอบสนองแบบนี้ ไอ้ที่แอบหวังให้เธอใจเต้นเพราะคำพูดเราสื่อถึงความรักชายหญิงนี่แห้วทุกดอก)

กระนั้น ยูมะก็ยังคงยืดมือไปลูบหัวยุย เธอปล่อยให้ลูบหัวด้วยความยินดี

เอาเหอะ ความสัมพันธ์ที่เป็นตอนนี้ก็ไม่แย่วะ

หลังจากลูบไปได้สักพัก ยุยค่อยๆหลับตาพริ้ม ลมหายใจเริ่มเป็นจังหวะใกล้หลับแล้ว

ทางด้านยูมะเองตาสว่าง ไม่ได้ง่วงมากเท่ายุย จึงหยิบมือถือมากดเล่นเอาให้ใกล้หลับจริงๆค่อยนอน ยูมะหันหลังให้ยุย เปิดมือถือเพื่อไม่ให้แสงจากมือถือส่องตายุย อ่านหนังสือที่ซื้อดองไว้ในแอปมือถือ

หลังจากผ่านไปได้สองชั่วโมง ยูมะอ่านนิยายจบ นิยายที่อ่านเป็นเลิฟคอม พระเอกพยายามจะสื่อความรู้สึกให้นางเอก แต่นางเอกไม่เข้าใจสิ่งที่พระเอกอยากบอกซะงั้น

(อ่านแล้วอินเว้ย ไอ้การที่นางเอกไม่รู้ความรู้สึกของพระเอกที่พยายามสื่อมันโคตร so sad กุเข้าใจความรู้สึกพระเอกเลยตอนนี้เลย)

ขณะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ยูมะได้ยินจากหลังคา

“…ฝนตกสินะ”

เสียงน้ำฝนจากค่อยๆหยดแหมะๆ กลายเป็นเสียงซู่ ดูท่าจะตกหนักมาก หลังจากนั้นสักพัก ฟ้าแลบดังครืน จนห้องสว่างแว่บหนึ่ง หลังจากนั้นสามวินาทีได้ยินเสียงฟ้าผ่าแหวกอากาศ จนกระจกสั่น แล้วผ่านไปอีกสองวินาที ฟ้าก็แล่บอีก

เย้ดเข้ ฝนฟ้าอากาศวันนี้น่ากลัวชิปเป๋ง เมิงผ่าดังขนาดนี้นึกว่าผ่าลงใกล้ๆแถวบ้านยุยเลย

หลังจากนั้น ยูมะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างมากอดหลังเขา

“ยุย? ธ..เธอ… อย่าข้ามเส้นตุ๊กตาหมีสิ…หือ…ยุย”

ยุยเข้ามากอดซุกหลังยูมะ เนื้อตัวสั่นเทา

“ยุย”

ยูมะพลิกตัว ดูยุยให้ชัดๆ แม้จะมองผ่านความืดแต่ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าเธอตัวสั่น พยายามซูก ทำตัวเองให้เล็กที่สุด

หลังจากนั้น ฟ้าผ่าดังลั่นอีกครั้ง

“กรี๊ดดดด”

ยุยตะโกนลั่น

“…เธอกลัว..ฟ้าผ่าเหรอ”

ยุยพยักหน้า ดูจากอาการนี่น่าจะกลัวจริง ไม่ได้เสแสร้ง

ยูมะเห็นสภาพยุยในตอนนี้ จึงดึงตัวเธอเข้ามากอดแนบอก

“อ๊ะ..”

“ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวนะครับ มันก็แค่ฟ้าผ่าที่ไกลจากเรามากๆ เนอะ”

“…อืม”

เอาจริงๆก่อนจะคว้ายุยมากอด เขาก็หัวใจเต้นรัวเหมือนกัน แต่ดูสภาพยุย ยูมะเชื่อว่าตัวเองคิดถูก ไอ้การที่เห็นยุยเนื้อตัวสั่นเทาหวาดกลัวขนาดนี้ สัญชาตญาณมันบอกผมเองว่าควรจะทำแบบนี้แหละ ร่างกายเลยขยับไปเองตามธรรมชาติ

ทางยุยเองที่ถูกยูมะกอด เธอก็กอดเขาแน่นกว่าเดิม เนื้อตัวเธอนุ่มนิ่มมาก แต่กระนั้นอาการสั่นเทาของเธอก็ไม่ทำให้ยูมะคิดเรื่องหื่น มีแต่ความเป็นห่วงเธอ

หลังจากนั้นผ่านไปสามสิบนาที เสียงฟ้าร้องเริ่มเบาลงเรื่อยๆ

ยูมะค่อยๆเขยิบตัวห่างจากจางยุย เพื่อไม่ให้เธอตื่น

ทางด้านยุยตอนนี้ หลับไม่รู้เรื่องราว นอนหลับปุ๋ยอย่างสบายใจ

ยูมะจ้องดูเธอตอนนี้ ให้ความรู้่สึกว่าเธอเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดู เพียงแค่มองเธอ ยูมะก็รู้สึกถึงความสุขที่เอ่อล้นออกมา

สุดท้ายยูมะอดรนทนไม่ไหว กอดเธอแน่นอีกครั้ง

ทุกสัมผัสจากร่างกายเธอม่ว่าจะส่วนไหนล้วนนุ่มนิ่มน่ากอดสุดๆ ยูมะกอดยุยพลางลูบหลังหัวเธอไปด้วย

พอลูบปุ๊บ ยุยส่งเสียงคราง อืมมม ออกมาเบาๆ ดูแล้วเหมือนลูกแมวขี้อ้อนที่กำลังมีความสุขไม่มีผิด

(น่ารักโคตรๆเลยเว้ย)

ยุมะรู้สึกถึงความรู้สึกดีๆจากข้างในที่เอ่อล้นออกมา มันเป็นความรู้สึกชอบที่ผสมผสานกันระหว่างชอบในฐานะเพศตรงข้าม ชอบในฐานะเพื่อน ชอบในฐานะเพื่อนสนิท มันปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่บอกได้สั้นๆว่ารู้สึกรักเธอมากจนไม่อยากจะเก็บอั้นไว้

อยากจะได้เธอมาครอบครอง อยากจะทำให้เธอมีความสุข อยากจะมอบทุกอย่างให้แก่เธอ มันคือความรักที่บริสุทธิ์ไม่หวังผลตอบแทน นี่คือความรู้สึกที่หลั่งไหลอยู่ในใจยูมะ

จากตอนแรก ความตั้งใจยูมะมีแค่ลูบหัวเธอแปบๆแล้วหยุด แต่ความโลภเริ่มก่อตัว รู้สึกว่าแค่นี้มันไม่พอ เขาอยากจะลูบต่ออีกหน่อย

จากลูบหัว มือของยูมะเริ่มเลื่อนมาแตะตรงแก้มยุย ใช้นิ้วลูบเบาๆรับรู้ถึงความยืดหยุ่นอ่อนนุ่มและอบอุ่น เป็นสัมผัสที่รู้สึกดีจนอยากลูบต่อไปเรื่อยๆ

“ยู..มะ”

เสียงครางชื่อเขาจากปากยุยเล่นเอาตกใจเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่าเธอจะละเมอเฉยๆและฝันเห็นเขาถึงเรียกชื่อออกมา

….ยุยฝันถึงชั้นรึนี่…เพียงแค่คิดเท่านี้ หัวใจยูมะก็เต้นราวตีกลอง สายตายูมะเริ่มเลื่อนจากแก้ม ไปหยุดที่ริมฝีปากอมชมพูของยุย

อยากจูบเธอจัง ยูมะคิดขึ้นมาแว่บหนึ่ง รีบสั่นหัวสลัดความคิดนั้น

การลักหลับขโมยจูบริมฝีปากสาวน้อยมันคือการกระทำที่ยากจะให้อภัยเพราะต่ำช้าเกินพิกัด ยังไงเขาจะไม่มีวันทำเด็ดขาด

แต่ว่า…จะไม่ทำอะไรเลยก็ทนความอัดอั้นจากเสน่เพื่อนต่างเพศไม่ไหว อย่างน้อยขอสักนิดนึงก็ยังดีวะ

ยูมะชูนิ้วชี้ ใช้ข้อนิ้วส่วนกลาง สัมผัสริมฝีปากยุยอย่างแผ่วเบาเล็กน้อย

โอ้ นุ่มกว่าที่คิดซะอีก ในฐานะที่เคยจับยุยมาหลายจุด ต้องบอกว่าริมฝีปากยุยนี่คือนุ่มที่สุดในทุกอวัยวะแล้ว

พอละ แค่แตะเท่านี้ก็ถือว่าล่วงเกินมากเกินพอแล้ว ยูมะชักนิ้วออก เอาจริงๆแค่ใช้นิ้วแตะ ยังรู้สึกตื่นเต้นจนยากจะข่มตา ต้องปล่อยเวลาล่วงเลยไปหลายชั่วโมงกว่าที่ยูมะจะผล็อยหลับไป


ตอนเสริม 9.5 ชั้นรู้แล้วว่าความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองก็คือ..


ในฝันของยุย เธอกำลังฝันว่ากำลังถูกยูมะกอด

ในหัวรู้สึกเลือนๆ รู้ตัวลางๆว่าฝันอยู่ แต่ด้วยความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นจึงปล่อยตัวตามสบาย

อุ่นดีจัง ยุยซบหัวลงกับอกยูมะ รู้สึกวสบายใจเมื่อได้ยินเสียงหัวใจเต้นของเขา

อยากจะอ้อนยูมะแบบนี้ต่อไปราวกับลูกแมวน้อยอ้อนเจ้าของที่รัก

เพราะว่ายูมะคือเพื่อนที่ชั้นรักที่สุด

รักที่สุด…รักหมดหัวใจ อยากอยู่ใกล้มากกว่านี้ อยากอยู่ด้วยกันตลอดไป เป็นความรู้สึกจากใจที่มีให้แด่คนสำคัญที่สุดของยุย

หลังซบได้สักพัก ยุยเงยหน้ามองยูมะ

ยูมะส่งสายตาอ่อนโยน ลูบหัวเธอ

“แฮะแฮะแฮะ..”

ยุยรู้สึกดีเวลาที่ถูกยูมะลูบหัว มีความสุขมากๆ

ยูมะคือผู้ชายที่ชั้นรักมากที่สุด

อยากอยู่ใกล้ให้นานกว่านี้ อยากรักเขายิ่งกว่านี้ และอยากถูกเขารักให้มากกว่านี้ด้วย

เวลาที่ถูกลูบหัว เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นหัวใจ อยากจะอยู่แบบนี้ไปนานเท่านาน

ขณะที่ยูมะกอดยุยอยู่ เขาคลายอ้อมกอดเล็กน้อย หลับตา เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้หน้ายุย

“เอ๋…?..อ๊ะ”

ริมฝีปากทั้งคู่ประกบกัน เธอถูกยูมะจูบ

“ขอโทษนะ..รังเกียจรึเปล่า”

“ม..ไม่เลย…แค่ตกใจนิดหน่อย…แต่ไม่รังเกียจสักนิดเดียว”

นี่คือความรู้สึกที่กล่าวออกมาจากใจจริง ถึงจะตกใจที่จู่ๆโดนจูบ แต่ถ้าคนที่จุบคือยูมะ เธอไม่รังเกียจเขาเลย

..หลังจากนั้น ยูมะกอดเธอแน่นกว่าเดิม ความรู้สึกเล็กๆที่เรียกว่าความสุข แผ่กระจายไปทั่วร่างยุย

“…นี่..ยูมะ”

“หือ?”

“คือว่านะ…”

ยุยกล่าวด้วยใบหน้าเขินอาย เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะกลั้นใจเอ่ย

“ขอแบบเมื่อกี้…อีกทีได้มั้ย”

ยูมะฟังจบ คลี่รอยยิ้มดีใจส่งให้เธอ

ยุยใจเต้นตึกตัก หลับตาลงอีกครั้ง รอรับการประกบฝีปากจากยูมะ…


และแล้วเธอก็ตื่นจากความฝัน…

ยุยลืมตาตื่น ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในอ้อมกอดยูมะ

เธอสะบัดหัวไล่ความมึนงง ค่อยๆนึกว่าตะกี้ฝันว่าอะไรบ้าง พอไล่รายละเอียดความฝันได้ชัดเจน เท่านั้นแหละ

“……….อร๊ายยยยย”

ยุยขึ้นเสียงสูงเป็นภาษาประหลาดกลบเกลื่อนความเขินอาย

ส่วนยูมะยังคงหลับไม่ตื่น เธอค่อยๆเขยิบตัวห่างจากยูมะเล็กน้อย

(ตะ…ตะกี้..ชั้นฝันแบบนั้นไปได้ไง เอ๋…ฝันแบบนั้น…ไม่อยากจะเชื่อ)

ยุยไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะฝันเห็นภาพแบบนั้น

ฝันว่าตัวเองถูกยูมะจูบ จนหัวใจตอนนี้ยังเต้นรัวไม่หยุด

ยุยเขินหน้าแดงเรื่องความรู้สึกตัวเอง

“…ง..งือ…งือ”

“หือ?”

ยูมะตาปรือตื่นมาเล็กน้อย สายตาทั้งคู่ประสานกัน

“………”

ยุยรู้สึกว่าหน้าตัวเองแดงก่ำร้อนผ่าว รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นดังกว่าปกติ

“เอ่อ….เอ่อ….เอ้อ….”

ยุยเปล่งเสียงไม่ออกด้วยความเขินจัด หน้าเลื่กลั่กหันซ้ายขวาไปมา

ในขณะเดียวกัน ทางด้านยูมะเหมือนจะยังงัวเงีย เขาปิดตาลงนอนต่ออีกรอบก่อนจะกรนเบาๆบ่งบอกชัดว่าหลับสนิท

“ยู…ยุมะ”

ยุยลองส่งเสียงเรียกดู แต่ยูมะไม่ตื่น ต้องบอกว่าโชคดีสินะ

ถึงตอนนี้หัวใจยุยยังคงเต้นแรงไม่หยุด ใบหน้ายังคงแดงแป๊ด ถ้ายูมะตื่นเต็มที่และเห็นสีหน้าเธอตอนนี้เธอคงไม่รู้จะอธิบายยังไง

ตอนนี้ยุยเริ่มสงบใจลงได้อีกครั้ง ทว่า

“เฮ้อ”

“กรี๊ด”

ยูมะละเมอรึเปล่าไม่รู้ แต่ตอนนี้เขาพลิกตัวกอดยุยอีกครั้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่ยุยสัมผัสถึงความแข็งกร้าวของร่างกายเด็กผู้ชาย อุณภูมิร่างกายยูมะร้อนกว่ายุย เธอกังวลว่าเสียงหัวใจเธอจะเต้นดังเกินจนยูมะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

จู่ๆก็ถูกยูมะกอด ยุยรู้สึกเขินขึ้นมาทว่าเธอไม่รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด ไม่มีความกลัดกลุ้มภายในใจ สิ่งที่เอ่อล้นจากในจิตใจสัมผัสได้เพียงความสุขเท่านั้น

อยากจะอยู่แบบนี้ตลอดไปจัง

(ท..ที่แท้…ชั้นคิดกับยูมะเป็น…แบบนี้นี่เอง)

ยุยรักยูมะที่สุดเพราะว่าเขาคือคนที่ช่วยเธอเวลาที่เธอเดือดร้อน เป็นคนที่พึ่งพาได้ อ้อนเขาได้ และเวลาที่อยู่ด้วยกันแล้วรู้สึกสนุกและมีความสุขมาก

ถึงตอนนี้เสียงหัวใจเธอยังคงเต้นตึกตักด้วยความเขิน

(หน้าตอนหลับของเขา…น่ารักจัง)

ยุยยื่นมือลองสัมผัสแก้มยุมะ

นุ่มเหมือนที่จับในฝันไม่มีผิด แค่แตะแก้มเขา ชั้นก็รู้สึกมีความสุขมากแล้ว

ยุยเลื่อนมือจากแก้ม ใช้นิ้วโป้งสัมผัสที่ริมฝีปากยูมะ

(อยากจูบ…เขาจัง…)

ยุยคิดในใจขณะที่นิ้วแตะริมฝีปากยูมะ

(…….)

(……ตะกี้ชั้นคิดอะไรของชั้นกันนะ)

ยุยุไม่อยากจะเชื่อกับความคิดตัวเองที่ผุดขึ้นตะกี้ นี่มันอะไรกัน ความรู้สึกที่แค่เพียงมองหน้ายูมะก็มีความสุข ความรู้สึกอ่อนโยนที่สัมผัสจากในฝัน หรือแม้แต่ความรู้สึกอยากจูบเขาตะกี้นี่ มันหมายความว่าไง

สัมผัสจูบที่อ่อนโยนของยูมะที่เธอฝันเห็นตะกี้ ยังรู้สึกหลงเหลืออยู่ภายในใจ

(เข้าใจแล้ว..ที่แท้ชั้น…)

ยุยเอาหน้าซุกอกยูมะ ก่อนจะกอดเขาแน่น

(ชั้นชอบยูมะ..ในฐานะคนรักซะแล้ว)

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend 『ずっと友達でいてね』と言っていた女友達が友達じゃなくなるまで 9-6 epilouge (จบเล่ม1)


เวลาผ่านไป ในที่สุดก็ถึงเช้าวันปฐมนิเทศม.ปลาย ยูมะในชุดเครื่อแบบนักเรียน กำลังทานอาหารเช้า

ตั้งแต่วันนี้ยูมะคือนักเรียนม.ปลาย ได้เวลาเริ่มดำเนินชีวิตแบบใหม่

ทว่ายูมะดูจะยังเสียดายชีวิตแบบเดิมๆ

“นี่เรา…เผลอทำอะไรไม่ดีกับยุย..รึเปล่านะ”

(โว้ย กลุ้ม นึกไม่ออก)

ตั้งแต่วันที่ไปค้างคืนบ้านยุย ท่าทีเธอก็เปลี่ยนไป

จะบอกว่าเหมือนกลับไปสมัยเพิ่งเจอกันครั้งแรกมั้ยก็ไม่เชิง แต่พอลองสบตา เธอก็ไม่กล้าสบตาตอบ แถมเวลาคุยก็ใช้แต่แชทล้วนๆในการสนทนา

เมื่อก่อนยูมะก็แอบคิดว่า ยุยสกินชิพบ่อยไป แต่ตอนนี้พอห่างกันจริง ไม่ได้สกินชิพเลย กลายเป็นว่าคนที่โหยหาคือยูมะแทนซะงั้น

“เอ้า มัวแต่เหม่อ รีบๆทานข้าวได้ละจ้า ไม่กินแล้วเมื่อไรพี่จะล้างจานเก็บกวาดโต๊ะได้สักที”

เรื่องนี้ ผมลองปรึกษาเนเน่ดูแล้วทว่าคำตอบเธอคือ “ถ้าชั้นตอบปัญหาของเธอมันจะผิดหลักการของชั้นจ้า” สรุปง่ายๆว่าไม่ได้อะไรเลยจากการปรึกษาเนเน่

“งั้นพี่ขอตัวไปก่อนนะ”

“อืม”

เนเน่จะไปงานปฐมนิเทศของยูมะด้วย แต่ว่าเธอต้องไปจัดการเรื่องร้านตัวเองก่อน เลยจะให้ยูมะล่วงหน้าไปโรงเรียนแล้วเธอค่อยตามไปทีหลัง

ยูมะมองส่งเนเน่ที่อยู่ในชุดสูท เดินออกไปเปิดประตูบ้าน

“อย่าลืมล็อคประตูด้วยนะ”

“รู้แล้วน่าไม่ต้องย้ำครับ เดินทางปลอดภัยครับผม”

ก่อนเนเน่จะเดินหายไป เธอหันกลับมามองยูมะ

“หือ มีอะไรรึเปล่า”

“….เหตุผลที่เด็กผู้หญิงหลบหน้าผู้ชายไม่จำเป็นว่าเธอเกลียดผู้ชายอย่างเดียวนะ”

“หมายความว่าไงครับ”

“ม่ายบอก คิดเอง”

เนเน่หัวเราะทะเล้น ปิดประตู เดินหายลับไป

.เหตุผลที่เด็กผู้หญิงหลบหน้าผู้ชายไม่จำเป็นว่าเธอเกลียดผู้ชายอย่างเดียว? ไม่เกลียดแล้วมันจะมีอย่างอื่นด้วยเหรอวะ ยูมะพยายามนึกหาคำตอบแต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี

ปิ๊งป่อง

เสียงอินเตอร์โฟนดังจากหน้าประตู

เนเนลืมของรึไงนะ ยูมะคิดพลางเดินไปเปิดประตูอย่างรวดเร็ว

คนที่อยู่หน้าประตูคือ เด็กสาวผมสีขาวตาสีแดง สวมชุดเครื่องแบบชนิดเดียวกับยูมะ ยุยนั่นเอง

“อ๊ะ…”

ดูเหมือนว่ายุยจะไม่ทันคิดว่ายูมะจะเปิดประตูเร็วขนาดนี้ นิ้วเธอยังค้างที่ปุ่มอินเตอร์โฟน เงยหน้ามองยูมะ

พอสบตา เธอก็เลิ่กลั่ก มองอีกทาง แล้วก็มองใหม่ หน้ายุยตอนนี้แดงแป๊ด

“อ..อรุณสวัสดิ์”

“อ…อรุณสวัสดิ์ครับ เกิดอะไรขึ้นนิ ตอนแรกเห็นบอกว่าเธอจะไปงานปฐมนิเทศด้วยกันกับครอบครัวไม่ใช่เหรอ”

“อืม..แต่…แต่ว่า”

ยุยอยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ค้างตอน บรรยากาศตอนนี้ทั้งคู่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน

(บรรยากาศตอนนี้ …ว่าไงดี จะแย่ก็ไม่ใช่ จะดีก็พูดได้ไม่เต็มปาก อธิบายเป็นคำพูดยากมาก)

“ช..ชุดเครื่องแบบเข้ากับเธอมากนะ”

“….?”

ยุยที่หลบสายตายูมะ หน้าเธอแดงถึงใบหู ยิ่งโดนชมยิ่งแดงกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์ที่คิดว่าชมแล้วเธอจะตอบรับและคุยเหมือนเดิมน่าจะกลับกัน ดันเงียบกว่าเก่าอีก

…ทว่า เวลาผ่านไปได้พักหนึ่ง ยุยเบนสายตา กลับมามองที่เสื้อยูมะก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา

“เอ่อ..คือ…คือว่า”

“หือ”

“ยูมะเองก็..หล่อเหมือนกัน”

ยูมะรู้สึกถึงความร้อนที่แก้มตัวเอง จู่ๆไม่นึกว่ายุยจะชมเขากลับมาแบบไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาเขินจัด

“ข…ขอบใจนะ”

“ทางนี้ก็เช่นกัน”

“พวกเราต่างคนต่างก็ใส่เครื่องแบบเนอะ แอบเขินยังไงไม่รู้”

“น..นั่นสินะ”

“จะว่าไปเดินทางมาคนเดียวไม่เป็นอะไรเหรอ ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นใช่มั้ย”

“อืม..เอ่อ..คือ..คือว่า”

ยุยพยายามจะพูดอีกรอบ ตอนแรกเธอหยิบมือถือจากในกระเป๋าขึ้นมาจะพิมพ์แชท แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอากลับใส่กระเป๋าเหมือนเดิม สูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้าสบตายูมะ

ยุยในชุดนักเรียน

อยากเดินทาง…ไปโรงเรียนครั้งแรกด้วยกัน….กับยูมะน่ะ”

ยุยพูดออกมาด้วยใบหน้าเขินอายน้ำเสียงสั่นเล็กๆ ท่าทางของเธอดูน่ารักมาก เห็นแล้วใจเต้นตึกตักเลยทีเดียว

“ง…งั้นเหรอ…ถ้างั้นเดี๋ยวไปด้วยกันนะ รอชั้นล็อคประตูแปบนึงนะ”

ยูมะทนมองไม่ไหว รีบเปลี่ยนเรื่อง เดินเข้าห้อง

จะว่าไงดี ยุยตอนนี้กับยุยก่อนหน้า มีบรรยากาศที่แตกต่าง รู้สึกดูเธอตอนนี้แล้วใจเต้นกว่าเก่าชอบกล

ยูมะเดินไปดื่มน้ำหนึ่งแก้ว ทำใจให้สงบ ล็อคประตูบ้าน และเดินทางไปด้วยกันกับยุย

การจะเดินทางไปโรงเรียนได้ต้องต่อรถไฟ ฉะนั้น ทั้งสองคนเดินเคียงคู่กันไปจนถึงสถานีรถไฟ

“ไปโรงเรียนครั้งแรกนี่ก็ตื่นเต้นเหมือนกันเนอะ”

“น..นั่นสินะ”

“……”

“……”

สุดท้ายก็ไม่รู้จะต่อบทสนทนายังไงดี เลยเดินไปด้วยกันเงียบๆ

ก็อยากจะพูดอะไรสักอย่างนะ แต่นึกหัวข้อดีๆไม่ออก บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความเงียบ แต่อึดอัดมั้ย ก็ไม่นะ

ยูมะแอบเหลือบตามองยุย เช่นเดียวกับยุยที่แอบมองยูมะ ต่างคนต่างสบตากันพอดี พอเห็นหน้าปุ๊บ ทั้งคู่รีบเสหน้ามองไปอีกทาง เดินไปเงียบๆไม่พูดจา

ทว่า

ยูมะเพิ่งสังเกตท่าทีของยุย

ยุยมองมาที่มือของยูมะ ทำท่ายืดมือเหมือนจะกุม แต่ก็ไม่กล้า ชักเข้าชักออกอยู่อย่างนั้น

(นี่เธออยากเดินกุมมือเรารึเปล่า)

นับตั้งแต่วันที่ไปนอนค้างบ้านยุย ทั้งคู่ต่างไม่ได้สกินชิพหรือแตะเนื้อต้องตัวกันอีกเลย

ดูจากท่าทียุย ใจหนึ่งก็มั่นใจว่า เธออยากกุมมือเราแน่ แต่อีกใจก็แอบหวั่นว่าลางสังหรณ์ผิด กุคิดไปเอง แล้วถ้าพลาดขึ้นมาคราวนี้ เธออาจจะเกลียดขี้หน้าเราเลยก็ได้ ภายในหัวยูมะคิดอยู่อย่างนี้ซ้ำไปมา

สุดท้ายยูมะก็ตัดสินใจเด็ดขาด

เขาเป็นฝ่ายยื่นมือไปคว้ามือยุยเองและฝืนใช้แรงดึงให้เธอมาเดินเคียงบ่าเคียงไหล่

เอาวะ ลูกผู้ชาย วัดใจแม่งเลย ถ้าคิดถูกกูก็หล่อ ถ้าพลาดกูก็หมาวะ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ….. ยุยผงะ เป็นฝ่ายถอนมือออกจากยูมะ

(ไอ้เหี้ยยยยยย ชิบหายละกู)

เสียงตะโกนในใจยูมะดังลั่น เสียหมาแบบนี้อายชิบหาย กุวิ่งหนีไปเลยตอนนี้ดีมั้ยวะ

ทว่า…

ยุยแค่ตกใจเฉยๆที่โดนดึงไม่ทันตั้งตัว แต่พอตั้งสติได้แล้ว เธอเป็นฝ่ายยื่นมือมาจับมือยูมะด้วยตัวเอง และสอดนิ้วเกี่ยวนิ้วมือยูมะในท่าคู่รักควงแขนด้วย ใครภายนอกมาเห็นต้องบอกเลยว่าสองคนนี้คือแฟนกันแน่นอน

เจอความกล้าของยุยที่จับมือควงแขนในท่าแฟนเล่นเอายูมะหน้าแดง ไม่กล้าสบตายุย ยุยเองก็หันหน้าไปอีกทางไม่กล้ามองหน้ายูมะ หน้าเธอแดงถึงใบหู

“…ถ้าอาย..จะปล่อยมือผมก็ไม่ว่านะครับ”

ยูมะพูดจบ ยุยส่ายหัวให้กับประโยคที่กล่าว เธอออกแรงกุมมือยูมะแน่นกว่าเดิมเป็นภาษากายที่บอกชัดว่า “ชั้นไม่ปล่อยมือแน่เพราะชั้นไม่อยากอยู่ห่างจากยูมะ”

ยูมะออกแรงกุมมือยุยแน่นกว่าเดิมเล็กน้อยเป็นคำตอบว่าเขาก็ไม่ปล่อยมือเธอเช่นกัน

ทั้งสองคนเดินกุมมือด้วยกันมาถึงสถานีรถไฟ


จบเล่ม 1

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม