Zuttomo CH 7 This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend เล่ม 1 

001

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend 『ずっと友達でいてね』と言っていた女友達が友達じゃなくなるまで CH 6 8;

เช้าวันถัดมา

วันนี้จะแปลกกว่าวันก่อนๆ เพราะคราวนี้ยุยเป็นคนเสนอตัวแชทหายูมะก่อนว่า อยากไปเที่ยวที่อื่น

ปกติก็จะไปเข้าร้านเกมเน็ตคาเฟ่ แต่ครั้งนี้เธอเลือกที่จะชวนยูมะไปร้านคอฟฟี้ช้อปข้างๆร้านเกม เธอบอกว่าจะเลี้ยงยูมะวันนี้

“อืม…”

ตอนแรกยูมะก็กะจะบอเหมือนที่บอกมาตลอดว่าไม่ต้องใส่ใจ แต่ดูท่าว่ายุยเขาอยากจะตอบแทนเขาให้ได้จริงๆ เลยคิดว่าปฏิเสธก็เสียน้ำใจเปล่าๆ เขาจึงแชทตอบไปว่า

“จัดไปโลด”

ยุยส่งสติกเกอร์ตัวละครอนิเมะชื่อฟี ส่งรอยิ้มดีใจตอบกับยูมะ

ปกติยูมะจะเป็นคนออกไปหาเธอที่บ้าน แต่ครั้งนี้ยุยเป็นคนออกมารอเขาหน้าแมนชั่น

วันนี้เธอไม่ได้สวมชุดพาร์ก้า แต่สวมชุดวันพีชสีขาว ตัวที่เนเน่เป็นคนเลือกให้เธอเมื่อวาน

ยุยในชุดนี้ดูน่ารักจริง สักพักหนึ่ง ยูมะเริ่มคิดถึงเรื่องเมื่อวานตอนเดินกลับบ้านก่อนส่ายศีรษะไล่ความฟุ้งซ่าน

(ไม่หรอก ยุยคงไม่มีทางคิดเกินเลยกว่านั้นอยู่แล้ว)

ยูมพยายามปั้นหน้านิ่งเพื่อไม่ให้ยุยรู้ว่าตอนนี้เขาคิดถึงยุยในความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง

“อ..อรุณสวัสดิ์ยูมะ”

“อรุณสวัสดิ์ครับ ไม่เข้ามารอในแมนชั่นก่อนล่ะ ยืนรอข้างนอกเหนื่อยแย่เลย”

“ม..ไม่เป็นไร แค่นี้สบายมาก”

??? คิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่าวันนี้ยุยดูตื่นเต้นมากกว่าเดิม

“งั้นก็ไปร้านคาเฟ่กันเลยเนอะ”

“เอ่อ….อืม”

ยุยกล่าวจบ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเริ่มพิมพ์แชท ยูมะเห็นแบบนั้นก็เลยหยิบของตัวเองขึั้นมาด้วย

“รับทราบจ้า เดินทางกันเลย”

ยุยพิมพ์จบ ถอนหายใจโล่งอกออกมา

สรุปไม่ได้คิดไปเองละ วันนี้ยุยแปลกไปจากเดิม มีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

(จะว่าไปวันนี้ยุยก็แต่งเนื้อแต่งตัวมากกว่าเดิมแฮะ)

ไม่ใช่แค่เรื่องชุดที่เปลี่ยน ยูมะสังเกตว่าวันนี้เธอแต่งหน้าด้วย สกิลแต่งหน้า แต่งตา ทาปากดูดีมาก ริมฝีปากเธอที่ใช้ลิปครีมทา ดูอวบอิ่มนุ่มนวลน่าสัมผัสมากกว่าเดิม

“ยู…ยูมะ..ที่หน้าชั้น…มีอะไรติดเหรอ”

“..ป…เปล่า ไม่มีอะไรครับ”

ยูมะจ้องยุยนานไปหน่อย ยุยเลยรู้สึกผิดสังเกตถามยูมะด้วยความกังวล แต่จริงๆยคือยูมะเขินที่เห็นยุยแต่งหน้าแล้วสวยขึ้น ตอนนี้เลยเลี่ยงไม่กล้าสบตาเธอ

“วันนี้…ชั้นลองแต่งหน้า…มัน..แปลกรึเปล่า”

“ม…ไม่แปลกเลย..ดูน่ารักสุดๆเข้ากับเธอมาก”

ยูมะกล่าวจบ สีหน้ายุยดูดีใจ…ไม่สิ เป็นสีหน้าที่โล่งใจมากกว่า เธอเป่าปากโล่งอก

“ดีใจจัง…วันนี้ได้ออกมาเดทกับยูมะ..ชัั้นเลยพยายาม..แต่งตัวให้สวยกว่าเดิม”

“ห๊ะ”

เดทเหรอ ไม่ได้ฟังผิดใช่มั้ย

ยูมะกระสับกระส่ายถึงขั้นเปิดสมาร์ทโฟน ค้นเน็ตดูความหมายคำว่าเดท คำแปลมันคือ “ชายหญิงสัญญากันว่าจะนัดพบเจอที่สถานที่และเวลาตามกำหนด และทำกิจกรรมร่วมกัน”

ถ้างั้นไอ้ที่เราไปกินข้าวร้านคอฟฟีช้อป เรียกเดทก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง

แต่ว่า คำว่าเดท ในอีกความหมายหนึ่ง มันคือการไปทำกิจกรรมร่วมกันในเชิงแฟนกันไม่ใช่เหรอ พอคิดแบบนี้ หัวใจยูมะเริ่มเต้นรัว

ยิ่งไม่รวมว่าวันนี้ยุยทำตัวแปลกไปจากเดิมด้วย

วันนี้เธอดูตื่นเต้นมากกว่าแต่ก่อน แต่งหน้ามาด้วย

ถ้าเป็นแบบนี้ หากไปอ่านการ์ตูนรักตาหวาน ซีนวันนี้มันคืออีเว้นปักธง วันนี้สาวรุ่นน้องสารภาพรักหนุ่มรุ่นพี่เกิดขึ้นแน่นอน

ถ้าสมมติว่าวันนี้เราคือพระเอก ยุยเป็นนางเอกก็เข้าล็อคเลย

(สัส หยุดฟุ้งซ่านก่อน นั่นยุยนะเฟ้ย คงไม่มีทางเป็นไปได้….มั้ง?)

ยูมะคิดแบบนี้ไปพลาง ในที่สุดทั้งคู่ก็เดินทางมาถึงร้านคอฟฟี่ช็อป

คอฟฟี่ช็อปที่พวกยูมะแวะมา เป็นร้านตกแต่งสไตล์คลาสสิกเงียบสงบ

พนักงานในร้านเชิญทั้งสองคนให้ไปนั่งโต๊ะมุมร้านข้างในสุด ไม่มีใครรบกวน

ยูมะคิดว่าร้านนี้เป็นร้านที่เหมาะกับการเดทมาก เพราะบรรยากาศร้านและคนรอบข้างที่ดูจะเป็นใจมาก

ยุมะสั่งเซ็ทแซนวิชย์กับพนักงานร้าน

ระหว่างที่ยูมะสั่ง ยุยเงียบตลอดไม่พูดจา หยิบเมนูมาดู ไม่สิ ยูมะดูออกทันทีว่าเธอแสร้งหยิบมาอ่านไปงั้นแหละ เพราะสายตาเธอล่อกแล่กแอบมองซ้ายขวาทันทีที่เธอสบตายูมะ

(วันนี้เธอ…แปลกจริงด้วย)

ยูมะไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่ด้วยความที่เธอแปลกไป เขาก็ต้องใจเย็นมากกว่าเดิมรอรับสถานการณ์ในอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะดีหรือร้าย

ระหว่างที่กำลังคิดอยุ่ พนักงานนำแซนวิชย์มาเสริ์ฟที่โต๊ะ

รสชาติแซนวิชย์ถือว่าอร่อยเลย แต่ปัญหาคือตอนนี้ยูมะกังวลกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจึงแทบไม่รู้รสชาติ

ระหว่างที่กิน ยูมะกับยุยไม่พูดอะไรสักคำ นั่งเงียบกริ้บทั้งคู่

หลังจากกินเสร็จ ทัั้งสองคนก็ยังไม่ลุกไปไหน ยุยยังคงนั่งตัวแข็งมองดูสถานการณ์ด้วยสายตาลล่อกแล่ก ราวกับรอโอกาสอยากจะพูดอะไรบางอย่าง

ทางยูมะก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เพราะเหมือนยุยอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดสักที จะเอาไงกันแน่นะ

(ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ อย่าบอกนะว่าเธอ…จะสารภาพรักกับชั้น)

ยูมะคิดจบกลืนน้ำลายเอื้อกใหญ่

ถ้าเธอสารภาพรักจริง ชั้นควรทำไงดี

ยูมะเป็นผู้ชาย ส่วนลึกก็อยากได้ผู้หญิงน่ารักเป็นแฟนอยู่แล้ว

ปัญหาคือ ณ.ตอนนี้ ยุยจะพัฒนาความชอบจากเพื่อนเป็นแฟนจริงเหรอ หรือเธอคิดยังไงอยู่ตอนนี้

ถึงตอนนี้ ยุยก็ยังไม่พูดจาอะไรสักคำ ยูมะตื่นเต้นใจเต้นตึกตักรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

และแล้วในที่สุด ยุยก็เอ่ยปากขึ้นา

“คือว่า….ยู….ยูมะ”

“ค..ครับ”

“คือว่า..ขอถาม.อะไรแปลกๆ…สักเรื่องได้มั้ย”

“อืม”

“ยูมะ…ชอบชั้น..รึเปล่า”

ตอนนี้ยูมะรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่ดังไม่หยุด

“หมายถึงชอบใบฐานะเพื่อนเหรอ”

ยูมะพยายามค้นหาความหมายเบื้องลึกของคำถาม แต่ก็ไม่ได้คำตอบ

(แล้วมันใช่หรือไม่ใช่ฟะ อยากได้ความชัดเจนเฟ้ย)

ยุยกล่าวถามต่อด้วยน้ำเสียงติดอ่าง

“คือว่า…สมมติว่า…ยูมะชอบชั้น…เรามาลองคบกัน..มั้ย”

ยูมะตะลึงจนหยุดหายใจ

นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดที่มีสาวมาสารภาพรักกับเขา

อุตส่ามีสาวมาสารภาพรัก มันก็ดีใจนะ แต่ยูมะยังรู้สึกทะแม่งๆ มีบางอย่างตะหงิดใจอยู่

ไอ้คำว่า มาลองคบกัน เขาเกรงว่ายุยจะเข้าใจไม่ตรงกับที่ยูมะคิดก็ได้

อย่าลืมว่าที่ผ่านมา ยุยเป็นคนที่สื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง ฉะนั้นมีแนวโน้มว่าสิ่งที่ยุยพูดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ยุยต้องการจริงก็ได้

เพราะงั้น ยูมะจึงสังเกตท่าทีของยุยซ้ำอีกรอบอย่างละเอียด

และแล้วเมื่อยูมะมั่นใจว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติ เขาจึงเริ่มกล่าว

“ยุย”

“ค..คะ”

“นายชอบชั้นจริงๆเหรอ”

“เอ๋?”

ดูเหมือนว่าคำถามที่ยูมะถาม จะเป็นสิ่งที่ยุยคาดไม่ถึง ยุยเลยเกิดอาการตระหนก ตอบกลับมา

“ช..ชอบสิ?ถ้าไม่ชอบ..จะชวนคบกันเหรอ”

“คำว่าชอบของเธอ คือชอบในควมหมายเชิงคู่รักใช่มั้ย”

“เอ๋..เอ่อ…คือ..”

ยูมะถอนหายใจ ถามต่ออีก

“สรุปว่าวันนี้ท่าทางนายไม่ปกติ เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“คือว่า..พ่อชั้นบอกว่าผู้ชายที่ใจดีกับผู้หญิง จริงๆแล้วส่วนลึกในใจมีเบื้องหลังแอบแฝง… ชั้นเลยอยากลองถามดู..”

“สิ่งที่นายทำกับสิ่งที่นายบอกมันดูไม่เกี่ยวข้องเลยนะ ถ้างั้นทำไมนายถึงเลือกขอคบชั้นล่ะ “

“ก็มัน…ก็มัน…นี่เป็นรักแรกของชั้น ชั้นไม่รู้ว่า..ต้องทำแบบไหนบ้าง…แต่ชั้นคิดว่า…ถ้าชั้นเป็นฝ่าย…ขอคบยูมะ…ยูมะจะดีใจ…”

“สรุปคือนายคิดว่าชั้นชอบนาย นายเลยเปิดฉากเลือกที่จะเป็นฝ่ายพูดขอคบก่อน ถูกมั้ย? บ้ารึเปล่านายนี่”

“แต่ว่า…ชั้นอยากตอบแทนบุญคุณ ที่ผ่านมาชั้นพึ่งพายูมะเยอะมาก..คือว่า…ยูมะ..โกรธชั้นเหรอ”

“โกรธสิ”

ถ้าคำตอบของยุย ตอบมาว่า “ชั้นรักยูมะเลยอยากขอคบเป็นแฟน” ยูมะจะตอบโอเคแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลย

แต่จากคำตอบของยุย มันชัดเจนว่า ไม่ใช่ชั้นรักยูมะ แต่เป็นคำว่า ชั้นอยากตอบแทนบุญคุณยูมะ ความหมายกับฟีลลิ่งข้างในมันคนละเรื่องเลย

ยูมะลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปหายุย ยุยก้มหน้าหลบตายูมะ ตัวสั่นนิดๆ

ยูมะยื่นมือสองข้างไปหายุย ดึงแก้มเธอเบาๆเป็นจังหวะตามคำพูด

“อุเนี้ย?”

“ทำ..ไม..นาย..ถึง…งี่เ..เง่า..อย่างนี้..ห๊ะ”

“ยู..ม้า..หยุดเดงเก้มได้แล้ว”

ยุยพูดจาไม่เป็นภาษาฟังไม่รู้เรื่องเพราะถูกยูมะดึงแก้มอยู่

ยูมะดึงแก้มตอนน้องสารภาพรัก

“ชั้นคิดว่านายเป็นเพื่อนชั้น ชั้นก็ต้องอยากดูแลเอาใจใส่ แล้วไอ้ที่นายพูดตะกีี้มันหมายความว่าไงห๊า หัดให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่านี้สิฟะยัยนี่”

“ก็มัน..ชั้นคิดว่าทำแบบนี้แล้วยูมะจะดีใจ…อุเนี้ย”

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกันสักหน่อย งี่เง่ามาก ใครเขาขอคบเป็นแฟนด้วยความรู้สึกอยากตอบแทนบุญคุณห้า ยัยคนนี้นี่”

“อุเนี้ยยยยย”

“…และที่สำคัญนะ”

“….?”

ยูมะลดโทนเสียงตัวเองลง

“พูดจริงๆชั้นช็อคมากที่ได้ยินนายบอกว่า ชั้นใจดีกับเธอเพราะมีเบื้องหลังข้างในแอบแฝง”

ยูมะคิดว่ายุยคือเพื่อนคนสำคัญ เขาจึงทำดีกับเธอมาตลอด เขาอยากจะช่วยเธอเพราะเธอคือคนที่เป็นโรคสื่อสารไม่เก่ง ซึ่งยุมะเคยเป็นมาก่อน จึงเข้าใจความรู้สึกและอยากช่วยเธออย่างเต็มที่

ยูมะรู้สึกดีเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับยุย เขารู้สึกถึงสายสัมพันธ์มิตรภาพที่ค่อยๆถักทอก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน เขาสนุกมาก และคาดหวังในอนาคตว่าหากเดินไปโรงเรียนด้วยกันทุกวัน ชีวิตตอนนั้นจะต้องสุนุกไม่ต่างจากตอนนี้แน่

เอาจริงๆ ยูมะเข้าใจความรู้สึกทุกคน รวมถึงพ่อยุยด้วย ลองสวมแว่นตาบทบาทคนนอกดู จะเข้าใจง่ายๆเลย ยุยเป็นลูกสาวคนเดียวแล้วจะมีพ่อคนไหนที่ไม่ห่วงลูกบ้างล่ะ

แต่นั่นแหละ เรื่องเข้าใจความรู้สึกมันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่พอโดนฟังจากปากเจ้าตัวเองมันก็รู้สึกช้อคอยู่เหมือนกัน

“อ๊ะ…”

ยุยฟังคำพูดยูมะจบ หน้าเธอค่อยๆซีดเผือด

“ชั้นขอโทษนะ…”

เธอกล่าวคำขอโทษออกมา ส่วนยูมะถอนหายใจเล็กน้อย เห็นสภาพยุยสลดขนาดนี้ เขาคิดว่าต่อว่าแค่นี้คงเพียงพอแล้วล่ะ

“ชั้นเข้าใจเพราะฉะนั้นชั้นยกโทษให้ ครั้งต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ…อ้าวเฮ้ย..ยุย..?”

“ชั้นขอโทษ….ที่สงสัย..ยูมะ..ฮึก..ฮือ..ทั้งที่..เป็นเพื่อนกัน..แท้ๆ…แต่ชั้น…ฮือ”

ยุยน้ำตาไหล กล่าวเสียงสั่นเครือปนเสียงร้องไห้

“ย..ยุย? ไม่เป็นไรนะ ชั้นบอกตะกี้ไงว่ายกโทษให้ …..นี่ชั้นยกโทษให้แล้ว…..ไม่ติดใจอะไร…แล้วจริงๆนะ”

คราวนี้ยูมะเป็นฝ่ายพูดติดอ่างบ้าง ยูมะรู้สึกแย่โทษตัวเองหนักกว่าเก่าว่าโคตรเลวเลย สรุปว่าคพูดเขาทำให้ผู้หญิงน่ารักแบบยุยเสียน้ำตาซะงั้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาทำผู้หญิงร้องไห้ จึงรู้สึกผิดกับตัวเองมาก

ยูมะหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาพลางลูบหลังปลอบใจเธอ ในที่สุดยุยก็หยุดร้องไห้

“ขอโทษนะ..”

ยุยยังคงขอโทษยูมะ ไหล่สั่นเล็กๆ

“ไม่หรอก เป็นฝ่ายชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษ ชั้นพูดเกินไปด้วยแหละ”

“ไม่หรอก เรื่องตะกี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของชั้นฝั่งเดียว แล้วก็นะ…จริงๆ..ก็รู้สึกดีใจอยู่นิดๆ”

“ดีใจ?เรื่องอะไรนิ”

“เพราะว่ายูมะเห็นชั้นเป็นเพื่อนคนสำคัญและเอาใจใส่ชั้นจริง ยูมะถึงโกรธไง”

“ถึงตอนนี้ยังติดใจอะไรชั้นอยู่มั้ยล่ะ”

“ไม่แล้วล่ะ จะว่าไงดี คืออธิบายไม่ถูกรู้แค่ว่าชั้นดีใจ แล้วก็รู้สึกผิดมากที่ไม่เชื่อใจยูมะ พอคิดแบบนี้แล้วน้ำตามันไหลออกมาเอง ต้องขอโทษด้วยนะ”

“ไม่ต้องขอโทษซ้ำหรอกน่าเรื่องนี้ช่างมันเถอะ”

ยูมะหัวเราะขื่นๆ เอาเหอะ สิ่งที่คาดกับความเป็นจริง สุดท้ายมันออกในรูปแบบนี้ ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า อย่างน้อยเรื่องมันก็ไม่ได้แย่ไปซะหมด

ทว่าจู่ๆยุยลุกขึ้น เดินมากอดยูมะ อ้อมแขนเธอรัดยูมะแน่นมาก หน้าผากเธอซบกับอกยูมะจนรู้สึกถึงเสียงหัวใจเต้นผ่านหน้าผาก

“ย..ยุย”

“ชั้น..สื่อสารกับคนอื่นไม่เก่ง…แต่ว่า..ชั้นอยากบอกความรู้สึกตอนนี้..ให้ยูมะรู้..และชั้นนึกออกแค่วิธีนี้อย่างเดียว”

ยุยพูด เงยหน้ามองยูมะในขณะที่สองแขนเธอยังกอดเขาอยู่

ถึงแม้ว่าเธอจะอาย แต่ด้วยวิธีนี้ทำให้เธอสามารถสบตากับยูมะได้สักที สายตาทั้งคู่ประสานกัน

“ยูมะ…ชั้นน่ะ..ชอบยูมะ..ที่สุดเลย”

คำสารภาพรักครั้งนี้ สำหรับยูมะมันคนละแบบกับก่อนหน้า

ความรู้สึกที่ยูมะสัมผัสได้ มันคือรักแบบเพื่อนที่สนิทแนบแน่นราวกับเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่ความรักเชิงหนุ่มสาว

แต่แม้ว่าจะเป็นการสารภาพรักในเชิงสมาชิกครอบครัวก็ตาม ยูมะก็ยังเขิน รู้สึกว่ายุยน่ารักและมีเสน่อยู่ดี

เขาอยากจะกอดยุย อยากจะสารภาพความรู้สึกที่เขามีต่อยุยในแบบของตัวเองคืน แต่ว่า

(เดี๋ยวสิ เดี๋ยวๆๆๆ ทำไมจู่ๆตะกี้เราถึงมีฟีลอยากสารภาพรักกับยุยฟะ)

ยูมะผลักยุยออกเล็กน้อยเป็นภาษากายว่า ให้หยุดกอดได้แล้ว ทางยุยเองเริ่มถึงขีดจำกัดความอายแล้ว เลยถอนมือแต่โดยดี

พอคลายอ้อมกอด ยุยถึงรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรลงไป เล่นเอาใจเต้นโครมครามจนได้ยินเสียงหัวใจเลย

“ถ้างั้นก็ ยูมะ ขอฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งด้วยนะ”

“อ..อืม”

ยูมะหัวเราะกลบเกลื่อนความเขินตัวเองขณะตอบยุย

ยูมะมองหน้ายุย รู้สึกอายนิดหน่อย แต่ว่าตอนนี้เธอน่ารักมาก

(ก็คิดอยู่แล้ว คำว่าชอบต้องเข้าใจคนละความหมายกับที่เราคิดแน่ ยุยไม่มีทางคิดกับเราเกินไปกว่านั้นหรอก)

ในหัวยุมะ มีความคิดแบบนี้ตะโกนก้องข้างใน ทว่าเสียงหัวใจเต้นของเขาก็ยังไม่หยุดลงง่ายๆ


“นี่ ยูมะ ขอเดินควงแขนได้มั้ย”
“อ…อืม”

ยุยถามยูมะหลังจากออกจากร้านคอฟฟี่ช้อป

ก่อนหน้านี้ยุยเคยเดินควงแขนเขาสมัยเธอยังใส่ชุดพาร์ก้า จำได้ว่าตอนนั้นเธอเดินแบบตัวลีบ ไม่กล้าสบตาใคร

ครั้งนี้เห็นยุยเป็นฝ่ายขออีก ก็อยากจะดูเหมือนกันว่า คราวนี้ปฏิกริยาเธอจะเป็นไงบ้าง

“ฮึบ แฮะแฮะ♥”

“??”

ยุยควงแขนเดินไม่ได้ต่างจากครั้งก่อน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือ เมื่อก่อนเธอเดินควงแขนด้วยความสึกหวาดระแวงสายตาคนรอบข้าง บรรยากาศเต็มไปด้วยความกังวล

แต่ครั้งนี้การเดินวงแขนของเธอ บรรยากาศเเปี่ยมไปด้วยความสุขล้น คนภายนอกใครมาเห็นต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่มันคู่รักงี่เง่าเดินควงแขนเย้ยคนโสดชัดๆ

และสิ่งที่แตกต่างอีกอย่างคือ กลิ่นหอมอ่อนๆจากเส้นผมยุยและเนื้อผ้าที่บางกว่าเสื้อพาร์ก้า ทำให้ยูมะรู้สึกว่าเดินควงแขนครั้งนี้ มีสีสันและรู้สึกได้ว่าแขนแนบเนื้อยุย สัมผัสได้ถึงความนุ่มและอบอุ่นมากกว่าเดิม

ถึงแม้บางครั้งยูมะจะทำตัวเหมือนเป็นพี่ชายหรือคนอายุมากกว่ายุย แต่ความจริงเขาก็เป็นเด็กหนุ่มที่อายุเท่ากัน พอเดินควงแขนแบบนี้ ก็เล่นเกิดอาการงุ่นง่านแต่ต้องข่มอาการไว้ รีบเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วกว่าเดิม

ยุยเองก็ดูจะรู้สึกได้ว่าวันนี้ยูมะเร่งฝีเท้าเร็วกว่าเก่า แต่เธอก็ไม่คิดอะไรลึกซึ้ง ไม่ได้ปล่อยแขนยูมะ กลับกันเธอยิ่งกอดแขนเขาแน่นกว่าเดิมและเร่งฝีเท้าตัวเองให้ไวขึ้น ภาษากายของยุยสื่อชัดว่าเธอไม่อยากจะห่างยูมะแม้สักวินาที ไม่ว่ายังไงก็ไม่ปล่อยมือเด็ดขาด

จะบอกว่านี่คือการเดินควงแขนในฐานะเพื่อนสนิทเหรอ มันก็ตอบยากนะ….แต่ในเมื่อยุยยังคิดแค่เพื่อน ถ้าเป็นไปได้ยูมะก็อยากเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เขางุ่นง่านฟุ้งซ่านคิดเกินเบอร์

ทว่า ถ้าพระเจ้ามีจริง ดูเหมือนว่าท่านจะไม่อยากให้ยูมะสมความปรารถนาง่ายๆ


ในที่สุด ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงร้านเน็ตคาเฟ่

“ยินดีต้อนรับค่ะ วันนี้ทั้งสองท่านก็จองเหมือนเดิมนะคะ”

พี่สาวพนักงานต้อนรับเห็นยุยกับยูมะเดินเข้าร้าน ไม่ต้องพูดอะไรก็รู้กันดีเพราะมาทุกวันเลยทักทายแบบรู้งาน

“แต่ว่าวันนี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ ห้องคู่วันนี้ถูกจองเต็มหมดแล้วค่ะ”

“งั้นเหรอครับ”

“แต่ว่าห้องซิงเกิลรูมยังมีว่างอยู่ค่ะ สนใจมั้ยคะ ห้องอาจจะแคบและมีชุดโต๊ะคอม+เก้าอี้เกมมิ่งแค่ตัวเดียว แต่ว่าในห้องมีการ์ตูนให้อ่านเล่นได้นะคะ คิดว่าทั้งสองคนน่าจะชอบห้องนี้นะคะ”

“ยุย เอาไงครับ”

“อืม..ชั้้นยังไงก็ได้ เพราะเล่นเกมผ่านมือถือก็ไม่มีปัญหา แถมมียุมะอยู่ด้วยทั้งคน”

“งั้นจองห้องซิงเกิลรูมครับ”

พนักงานจดบันทึกจองเข้าห้องเสร็จ หันมากล่าว

“เอ่อ ทางพี่ขอร้องอะไรออย่างหนึ่งนะคะ ร้านเน็ตคาเฟ่ไม่ใช่สถานที่อย่างว่า เพราะฉะนั้นอย่าทำอะไรอย่างว่าในห้องนะคะ”

“อะไรอย่างว่านี่คืออะไรครับ?”

พนักงานร้านเดินมากระซิบข้างหูความหมายคำว่า “อะไรอย่างว่า” เล่นเอายูมะหน้าแดง ส่ายศีรษะปฏิรัวๆ ถอนลมหายใจเฮือกรีบกล่าว

“ผมไม่ทำหรอกครับ ไม่ทำ ยังไงก้ยืนกรานสาบานว่าไม่ทำแน่นอนครับ”

“เข้าใจค่ะ แต่เตือนไว้ก่อนเพราะบางครั้งมีคู่รักเข้ามาใช้บริการและทำอย่างว่านี่แหละค่ะเลยต้องบอกกล่าวกันก่อน”

“นี่ยูมะ คุยเรื่องอะไรอยู่เหรอ”

“เอ่อ คือว่า …ยุยไม่ต้องรู้ก็ได้ครับ ไม่สิ ไม่รู้จะดีกว่านะครับ”

“…บู่”

ยุยทำแก้มป่อง สีหน้าไม่พอใจที่เห็นยูมะดูจะสนิทชิดเชื้อกับพนักงานร้าน ส่วนพนักงานร้านมองมาที่ยุยกับยูมะแล้วส่งยิ้มกับสถานการณ์ที่เกิดขึ่น

“ช่างเถอะ พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชะตากัน เรื่องแค่นี้ไม่บอกก็ไม่มีปัญหา”

“….อ้อ”

พนักงานร้านมองหน้ายุยที่คล้องแขนยูมะด้วยท่าทางมีความสุข จากนั้นเบนสายตามองไปที่ยูมะที่ตอนนี้หน้าแดงแป๊ด

“อย่างนี้นี่เอง เพื่อนร่วมชะตา สินะคะ ต้องขอโทษที่เสียมารยาทด้วยค่ะ”

พนักงานกล่าวจบส่งยิ้มมีนัยยะให้ยูมะ

“..ยังไงก็เหอะ ไปห้องซิงเกิ้ลรูมกันดีกว่าครับ”

ยูมะทนสายตาของพนักงานไม่ไหว รีบพายุยไปที่ห้อง

ทั้งสองคนมาถึงห้องซิงเกิ้ลรูม

ก็ตามชื่อนั่นแหละ ห้องแคบกว่าแบบทวินเยอะ มีโต๊ะคอมกับเก้าอี้ตัวเดียว สภาพห้องนี่อย่างกับอยู่ในลิฟท์ที่กว้างนิดหน่อยแค่นั้น

“อืม….”

“เป็นอะไรเหรอครับ”

“เปล่า ไม่มีอะไร”

ทั้งสองคนคิดตรงกันว่าห้องนี้มันแคบกว่าที่คิด แถมมาอัดกันสองคนในห้องแบบนี้ ยุยเริ่มนึกถึงสิ่งที่พี่พนักงานกระซิบบอกยูมะ เธอเริ่มเดาออกแล้วว่าที่พนักงานบอกยูมะมันคืออะไร

“นี่ ยูมะ …เอาไงต่อจากนี้ดี”

“เอาไงนี่คือ?”

“เอ๋ ก็จะถามว่ากิจกรรมที่จะทำต่อจากนี้คืออะไี..ถ้าไม่มี ก็เล่นเกมตามปกติละกันนะ”

“อืม..มันก็ต้องแบบนั้นแหละ”

ทั้งสองคนแอบคิดว่า ถ้ากิจกรรมต่อจากนี้ มันคือเรื่องอย่างว่า จะเกิดอะไรขึ้นนะ แต่ก็แค่แว่บเดียวแหละ

“ปัญหาคือ เก้าอี้ในห้องมีแค่ตัวเดียว งั้นชั้นเป็นฝ่ายเสียสละให้เธอนั่งละกัน”

“ไม่เอา นั่งด้วยกันดีกว่ามัั้ย”

“ไม่ไหวมั้งครับ เก้าอี้แคบนิดเดียวเอง”

“ไม่เป็นไรหรอก ยูมะนั่งกางขาหน่อย แล้วชั้นนั่งตรงที่ว่างตรงนั้นเอาได้”

“เฮ้ยๆๆๆๆๆไม่ดีไม่ดีไม่ดีละมั้ง มันใกล้เกินไปแล้ว”

“ไม่ดีตรงไหนล่ะ ชั้นยังไม่มีปัญหาเลยนะ”

เสียงยุยตอบมาแจ่มใสฟังชัด เล่นเอายูมะคิดว่า ถ้าตอบว่า ไม่ดีเพราะกุนี่ล่ะจะคิดอกุศลไปไกล มันก็ดูน่าสมเพชเกิน

ยุยกล่าวจบ หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งหายุมะ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความ

“พูดตามตรงคือผมอยากสกินชิพยูมะน่ะ”

ยุยพิมพ์จบมีสีหน้าเขินนิด ๆหัวเราะแหะๆ

ยัยนี่นิ…ทำท่าทางหน้าตาน่ารักขนาดนี้มันทำร้ายหัวใจชั้นนะเฟ้ย ยูมะพยายามเก๊กหน้าขรึม พิมพ์ข้อความแชทตอบกลับเพื่อปิดบังหัวใจตัวเองว่าหลงเสน่ยุยในตอนนี้

“สกินชิพที่ว่านี่คือ?”

“อืม ยูมะไม่รู้จักสกินชิพเหรอ ทำแล้วร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนแห่วความสุขออกมา เรื่องนี้ผมเคยเห็นในทีวีนะ”

จะว่าไปในทีวีก็เคยเห็นมีรายการเจาะลึึกเรื่องสกินชิพส่งผลดีกับร่างกายยังไงบ้าง

“เวลาที่เราได้กอดหรือสัมผัสคนที่เรารัก ร่างกายจะปล่อยสารตัวนี้ออกมา ช่วยผ่อนคลายความเครียดและเหนื่อยล้าได้ ตอนยูมะลูบหัว หรือตอนที่ชั้นเดินคล้องแขน ชั้นรู้สึกมีความสุขดีเลยอยากสกินชิพต่อ”

คำว่าคนที่ชอบ ที่ยุยพิมพ์ มันคนละความหมายกับของชั้นนี่สิ ยูมะคิดจบพิมพ์แชทตอบกลับยุย

“เอาจริงๆ สัมผัสร่างกายนี่ไม่ว่าอะไรเหรอ อย่าลืมว่านายเป็นผู้หญิงนะ ไม่รู้สึกกลัวหรือรังเกียจรึไง”

“ชั้นรู้ ยูมะอ่อนโยนขนาดนี้ ทำไมชั้นจะไม่เข้าใจล่ะ แต่เรื่องนั้นไม่เห็นเกี่ยวกันสักหน่อย ส่วนตัวผม ถ้ายูมะเป็นคนสัมผัส ผมไม่รู้สึกกลัวหรือรังเกียจอยู่แล้ว”

สาสสสส บางทีก็อิจฉาความใสซื่อไร้เดียงสาของยุยนะ

ยุยพิมพ์แชทเสริมอีก

“จะว่าไปตอนแรกสุด ยูมะเป็นคนเริ่มจับหน้าอกชั้นก่อนไม่ใช่เหรอ 555”

“อย่าย้อนอดีตเลยคร้าบบ คิดแล้วเขิน รีบลืมไปเห้อ”

พอลองไตร่ตรองดีๆ บางทีสาเหตุที่ยุยขาดความระแวดระวังในตัวผุ้ชายอาจจะเป็นเพราะเธอไม่ค่อยได้เข้าเรียนช่วงมัธยมต้นก็ได้

อย่างตอนประถม หลายๆห้องก็ทำกิจกรรมร่วมกันทั้งเด็กผู้ชายและผู้หญิง แต่พอขึ้นมัธยม จะเริ่มรู้อะไรมากขึ้น เริ่มมีการแบ่งสังคมชายหญิงมากกว่าประถมแน่ๆ

ฉะนั้นที่ยุยขาดความระวังเพื่อนต่างเพศ ยูมะเดาว่าเป็นเรื่องของประสบการณ์นี่แหละ หากเป็นคนทั่วไป ถ้าเป็นหญิงชายในสถานการณ์ที่ไม่ใช่แฟน อย่างน้อยจะมีความเกรงใจหรือเว้นระยะพื้นที่ส่วนตัว

ถามว่ายุยคิดแบบนี้ ยูมะรู้สึกยังไง ยูมะตอบตัวเองได้ว่า รู้สึกดีใจ ไม่ใช่ดีใจเฉยๆนะ ดีใจมาก แต่..อย่างน้อยก็อยากให้ยุยมองเขาในฐานะผู้ชายสักนิดนึง

(เฮ้ย นี่ชั้นคิดบ้าอะไรอยู่วะ)

ในฐานะเพื่อนสนิท ช่างแม่งเหอะ ปล่อยวางดีกว่า ถ้าเพื่อนสนิทมันเรียกร้องอะไรที่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราควรจะตอบสนองเธอ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว

“เอาไงต่อดี”

“…..”

ยูมะไม่พิมพ์แชทตอบ ใช้การกระทำบอกแทน เขาเดินไปนั่งเก้าอี้

เอาน่า แค่นั่งวะ ถึงจะใกล้กันสุดๆตรงนั้นก็เหอะ

“…กางขาออกนิดนึงได้มั้ย”

“อ..อืม”

ยุยเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงพื้นที่หว่างขาของยูมะ กลิ่นหอมอ่อนๆของเธอโชยเข้าจมูก

“…….”

พอนั่งดุจริงๆ พื้นที่กลับมีพอให้ยุยไม่สัมผัสโดนตัวยูมะสักนิดเดียว แต่กลิ่นกายของเธอและความใกล้ชิดกลับทำให้ยูมะใจสั่นยิ่งกว่าสัมผัสเต็มๆซะงั้น

ทางด้านยุย ตอนแรกก็นั่งหลังลตรง แต่ตอนนี้เธอเริ่มเอนหลังพิงยูมะแทนพนักพิงแล้ว

“ฮ่า..รู้สึกดีสุดๆเลย”

ยุยนั่งเต็มที่ทำตัวตามสบายราวกับกำลังนั่งโซฟาหรู ส่วนยูมะเหรอ กลับกันเลย ตอนนี้นั่งตัวเกร็งแข็งปั้ก เพราะใกล้ชิดกับยุยจนได้กลิ่นแชมพูลอยแตะจมูกตลอด รู้สึกถึงได้ไออุ่นจากร่างกายเธอ

ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกว่า มีอะไรที่นุ่มๆน่ากอดมาตั้งอยู่ข้างหน้าตรงหว่างขา ขนาดกำลังดีด้วย ยิ่งเร้าอารมณ์ความเป็นชายในตัวยูมะ เล่นเอาเขาต้องรีบข่มตบะตัวเองสุดพลัง

“เริ่มเล่นเกมเลยดีมั้ย ไปเควสที่ยูมะอยากไปละกันนะ”

“อ..อืม..ลุยเลย”

ยูมะเข้าเกม เปิดคอมพิวเตอร์ ส่วนยุยเปิดมือถือ

ยูมะพยาพยามเบนสมาธิไปอยู่ที่เกม แต่หัวใจยังเต้นโครมคามไม่หยุด กุจะมีสมาธิเล่นเกมยังไงเนี่ย ความอบอุ่นและความอ่อนนุ่มของยุยที่นั่งตรงตักเขามันเย้ายวนกว่านั่งเล่นเกมเยอะ

แต่ในเมื่อเข้าเกมมาแล้ว ยังไงก้ต้องเล่นเกมสิฟะ ยูมะข่มอารมณ์ เตรียมรับเควส ทว่า

(อ้าว)

ปกติยุยจะเป็นคนรับเควส แต่ปรากฏว่าตัวละคร “ชวาร์ส” ไม่ได้วิ่งมารับเควส แต่วิ่งชนกำแพงเรื่อยๆไม่หยุด

“ยุย?”

ยูมะหันมามองยุย ปรากฏว่าตอนนี้นิ้วเธอแตะมือถือค้างไว้ แต่ท่าทางเธอสัปหงก หัวโยกไปแล้ว

“ยุย หลับแล้วเหรอ”

“เอ๊ะ อ๊ะ…ขอโทษด้วย เผลอหลับไป”

“นอนไม่พอเหรอ”

“อืม เมื่อวานตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ”

“ตื่นเต้น? เรื่องอะไรรึ”

ยุยเอียงหน้าไม่สบตายูมะ กล่าวด้วยน้ำเสียงอาย

“ตื่นเต้นเรื่องสารภาพรักกับผู้ชายเป็นครั้งแรกน่ะสิ”

คำพูดของยุยจับใจยูมะมาก

ตอนแรกยูมะเข้าใจว่ายุยสารภาพเพราะอยากตอบแทนบุญคุณ รู้สึกสบายๆ แต่แท้จริงแล้วเธอสารภาพรักกับเขาด้วยความรู้สึกหนักแน่นจริง

ฉะนั้นถ้าตะกี้นี้ เขาตอบรับคำสารภาพรักกับยุย เขาทั้งคู่คงได้เป็นแฟนกันแล้ว แต่มันจะกลายเป็นว่า ยุยไม่คิดถึงความรู้สึกตัวเองมากพอ ก็ตอบยากว่าถ้ารับรักไป มันจะดีหรือแย่

แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกยูมะในตอนนี้คือดีใจผสมความอายปะปนจนบอกไม่ถูก

“ฟรี้…”

ทางด้านยุยที่ดูไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าคนข้างหลังเธอปวดหัวกับความใสซื่อขนาดไหน เจ้าตัวนอนกรนสนิทด้วยท่าทางน่ารักไปเรียบร้อยแล้ว

“เฮ้ ตื่นซี่”

“งืมมม..ขอโทษนะ..ยูมะตัวอุ่น พิงแล้วรู้สึกดีเกิน…”

ยุยพูดด้วยน้ำเสียงปนละเมอ ในฐานะผู้ชาย เธอนอนแบบนี้มันเปิดช่องว่างเกินไป เขาอยากจะดุเธอในเรื่องนี้ แต่เห็นท่าทางน่ารักของเธอแล้วช่างมันละกัน

“…มาถึงขนาดนี้แล้ว นอนพักสักหน่อยก็ได้นะ”

“จะดีเหรอ”

“เออ เจ้าตัวบอกเองละนี่ไง นอนได้ตามสบายเลยครับ”

“ขอบคุณนะ”

ยุยกล่าวจบไม่ถึงนาที ปล่อยร่างกายตามสบาย ผล็อยหลับพิงอกยูมะเรียบร้อย

“เฮ้อออ”

สภาพยูมะตอนนี้ อย่าเรียกว่ามีความสุขนะครับ เรียกว่าด่านทดสอบตบะมากกว่า

ยุยนอนหลับแบบไร้การป้องกันอย่างนี้ มันยั่วกิเลสจิตหงุดเงี้ยวของยูมะสุดๆ

ตอนนี้ยูมะนั่งท่องยุบหนอพองหนอ ใช้มือตบหน้าผากตัวเองรัวๆเรียกสติ ข่มความอยากอดอยากจุ๊บสุดพลัง

(ทำเลยพวก น้องยุยเปิดให้ท่าแล้ว)

(ไอ้สาสส ไม่ทำโว้ย ไม่อยากหักหลังน้อง)

ยูมะข่มความคิดนี้ซ้ำไปมา ต้องยอมรับว่า การสารภาพรักในวันนี้ทำเอายูมะหัวหมุนติ้ว รู้สึกสมองทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนปกติ

(ยัยนี่ก็นะ หัดระมัดระวังตัวบ้างเหอะ ยังไงชั้นก็เป็นผู้ชายนะเว้ย)

ยูมะระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ มองยุย แต่ทันใดนั้นเอง

“…..??”

ด้วยความที่ยุยนอนพิง ตัวไหลลงมาเล็กน้อย+มุมมองยูมะที่มองจากด้านบน เผยให้เห็นร่องอกของยุยผ่านชุดวันพีช

ผิวยุยดูขาวนุ่มสมเป็นผิวเด็กผู้หญิง เสื้อชั้นในที่ยุยใส่เป็นลายลูกไม้สีขาวน่ารัก หากใช้สายตาจ้องมองลึกไปกว่านั้นอีกก็จะเห็น…..เห็น…

(พอเว้ยตัวชั้นเอง หยุดเดี๋ยวนี้เลย)

ยูมะฝืนหักห้ามสุดพลังที่จะไม่มองตรงนั้น เขาจะไม่ทรยศความเชื่อใจของยุยเด็ดขาด

แต่ว่า การได้เห็นตรงนั้นมันก็เย้ายวนใจเหลือเกิน ในฐานะที่เป็นผู้ชาย ยูมะต้องฝืนกิเลสตัวเองสุดชีวิต

สรุปวันนี้เลยไม่ได้เล่นเกม ปล่อยให้ยุยหลับยาว ส่วนยูมะก็นั่งฝืนตัวเองอย่างนั้นจนหมดวัน


ผ่านไปนับจากวันสารภาพรัก ยุยกับยูมะดูจะสนิทชิดเชื้อกว่าเดิม ยุยขี้อ้อนขอเดินคล้องแขน หรือขอให้ยูมะลูบหัวดุจะเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันทั้งคู่ไปแล้ว

การที่ยุยทำแบบนี้เป้นหลักฐานว่าเธอเชื่อใจและเธอชอบยูมะมากขนาดไหน

ถามว่าดีใจและสุขใจมั้ยที่ได้ลูบหัวหรือคล้องแขนยุย มันก็สุขแหละ

แต่ว่ายูมะก็อยากจะให้ยุยเพิ่มความระมัดระวังเรื่องใกล้ชิดกับเขามากกว่านี้สักนิดก็ดี

และแล้ว วันหนึ่งก็มีบททดสอบให้ยูมะต้องมาลุ้นอีกจนได้


จบ CH7

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม