Zuttomo CH 4 This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend เล่ม 1 

001

อ่าน Zuttomo This Is the Memory Until the Girl Who Said “Please Be My Friend Forever,” Is No Longer My Friend 『ずっと友達でいてね』と言っていた女友達が友達じゃなくなるまで CH4

“อ้าว? กลับมาแล้วเหรอยูคุง”

เนเน่วันนี้ไม่ได้ไปทำงาน หยุดอยู่บ้านเพราะเป็นวันหยุด แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นยูมะกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“กลับมาแล้วครับ…”

“..เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทะเลาะกับชวาร์สมารึเปล่า?”

“ไม่ครับ จะว่าทะเลาะก็พูดได้ไม่เต็มปาก ขอโทษนะครับ ตอนนี้ผมอยากอยู่คนเดียว”

“อ..อืม”

ยูมะขอโทษเนเน่ในใจ แต่จะให้ยูมะอธิบายสถานการณ์ด้วยสภาพจิตใจตอนนี้ เขาไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะอธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนมั้ย

ทันทีที่ถึงห้องตัวเอง ยูมะล้มตัวลงนอนกับเตียง สายตาเหม่อมองเพดาน

ชั้นไม่อยากเห็นสภาพยุยที่ทุกข์ทรมานแบบตะกี้

ข้างในเหมือนมีอะไรทิ่มแทง แต่ร่างกายกลับหนักจนขยับไปไหนไม่ได้ เขานึกไม่ถึงว่าการเห็นยุยในสภาพเป็นทุกข์จะทำร้ายจิตใจได้ขนาดนี้

ความคาดหวังของยูมะที่คิดว่าโรคสื่อสารไม่เก่งหรืออาการขาดความมั่นใจในตัวเองจะทุเลาได้ในเร็ววัน แต่วันนี้บทสรุปมันชัดเจน

ทุกอย่างพังหมดสินะ

จะบอกว่าชั้นเร่งเกินไปเหรอ แต่ถ้าไม่รีบตอนนี้ เกิดโรงเรียนเปิดเทอมแต่เธอยังปรับตัวไม่ได้จะทำยังไง ชั้นจะช่วยเธอยังไงต่อดี

“แม่งเอ้ย….”

เจ็บใจชะมัด

กะอีแค่สีผมต่างกันนิดหน่อย พวกมันจะหัวเราะยุยทำบ้าไรวะ

ทั้งที่ยุยไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง ทำไมเแค่เธอออกมาเดินข้างนอกแล้วต้องเจอเหตุการณ์ส้นตีนแบบนี้แม่งบ้าไปแล้ว เจ็บใจ เจ็บใจโว้ย

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่สร้างบาดแผลใจให้ยูมะอีกอย่างคือยุยร้องไห้แต่ตัวเขาไม่สามารถทำอะไรเพื่อเธอได้สักอย่าง

ความคิดยูมะตอนนี้คือยุยคือเพื่อน เป็นเหมือนน้องสาวของเขาอีกคนหนึ่ง แล้วทั้งที่เธอมีความสำคัญขนาดนี้แต่ตัวเองกลับไม่มีปัญญาทำอะไรได้สักอย่าง

ยูมะกำหมัดแน่นทุบเตียงระบายความอึดอัดในใจที่ถาโถม

อะไรคือสิ่งเขาควรทำต่อจากนี้

นี่เท่ากับว่าเขาไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของยุยสักอย่าง

หากคบกับเธอต่อไป ชั้นจะกลายเป็นคนที่สร้างแผลทางใจให้เธอซะเองรึเปล่า?

ยุยอยากจะรักษาโรคสื่อสารไม่เก่งก่อนโรงเรียนเปิดเทอม แต่ผลลัพธ์ความพยายามดันออกมาในรูปแบบนี้ ชั้นควรจะทำไงต่อไป

ยูมะปล่อยสายตาเหม่อลอยมองเพดานอย่างไร้จุดหมายสักพักจนกระทั่งมีเสียงดัง ก๊อก ก๊อก หน้าประตู จากนั้นเนเน่ก็เปิดประตูเข้ามาในห้องก่อนที่ยูมะจะตอบซะอีก

“…เนเน่ ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้อยากอยู่คนเดียว”

“ไม่รู้ไม่สนจ้า”

เนเน่ยิ้มตอบคำพูดผม

ถึงรู้ว่าตอนนี้เนเน่กำลังกวนโอ๊ยผมแต่ผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบกลับ

เนเน่เดินขึ้นมานั่งคุกเข่าบนเตียงผม มือหนึ่งเคาะเตียง อีกมือเคาะที่เข่า

“ยูคุง มานี่สิ เดี๋ยวให้นอนบนตัก”

“…หา?”

ยูมะตะลึงในคำพูดเนเน่ เหลือบตามอง ท่าทีของเนเน่แม้หน้าจะยิ้มแต่ยูมะรู้ว่าเธอจริงจังกับคำพูดตะกี้

ถึงเนเน่จะไม่ได้เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันแต่ก็นับว่าเป็นพี่น้องกับเขา ผมรู้ว่าเนเน่ไม่ได้มีเจตนาร้ายจะแกล้งผล กลับกัน เธอเป็นห่วงผมมากด้วยถึงเข้ามาในห้อง

“ยูคุงตอนนี้เหมือนแบกรับบางสิ่งไว้มากมาย ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างเหรอ”

“คือว่า…”

“ถ้าอยู่คนเดียวในสภาพหมกหมุ่นอย่างนี้ ยิ่งคิดสถานการณ์ยิ่งมีแต่เลวร้ายลงเปล่าๆ เวลาแบบนี้สิ่งที่ควรทำคือหันหน้าปรึกษาคนในครอบครัวนะ ถ้ามีเรื่องอยากจะพูดละก็ ไม่ว่าอะไรพี่รอรับฟังอยุ่นะ”

เนเน่กล่าวจบ ทุบเข่าตัวเองอีกรอบเป็นภาษากายบอกชัดว่าให้มานอนหนุนตักพร้อมเล่าเหตุการณ์มาซะ

“เอ้า อย่าเอาแต่มอง รีบลุกมาได้แล้ว ไม่งั้นถ้าไม่พูดปฏิเสธให้ชัดเจน พี่ก็จะนั่งคุกเข่ารอตรงนี้เรื่อยๆไม่ออกไปจากห้องนะ”

ยูมะหัวเราะขื่นๆ ถอนหายใจหนึ่งเฮือก เอาเหอะ ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้สึกแย่ที่มีคนเป็นห่วง อย่างน้อยก็รู้สึกเหมือนได้ระบายบางอย่าง

สรุปว่ายูมะขยับตัวเอง เอนหัวนอนตักเนเน่

เนเน่ส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน วางมือปิดตายูมะ

“ฮะฮะ ไม่ได้สกินชิพกับยูคุงมานาน น่าคิดถึงเหมือนกันนะ”

เนเน่กล่าวพลางยืดนิ้วนวดขมับยูมะ ทำให้ยูมะรู้สึกดีขึ้นมาพอควร

“เน่ ยูคุง ถ้าไม่พร้อม ก็เล่าแค่เรื่องที่คิดว่าเล่าได้ก็พอ อันไหนไม่อยากก็ไม่เป็นไร มีเรื่องอะไร ไหนเหลาให้ฟังซิ”

“คือว่า…”

“ม่า เอาจริงๆนะถึงบอกว่าให้ปรึกษาพี่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพี่จะสามารถแก้ปัญหาให้ยุคุงได้หรอก กระนั้นถ้าได้พูดอะไรออกมาบ้างมันเป็นการระบายแล้วจะรู้สึกดีขึ้นนะ”

พี่เนเน

เนเน่กล่าวพลางเลื่อนมือดึงแก้มยูมะเบาๆ

ให้ตายสิ ยูมะคิดว่าตอนนี้ฟีลลิ่งไม่รู้จะเปรียบเนเน่ว่าเธอเป็นพี่หรือเธอเป็นแม่ที่อ่อนโยนดูแลผมกันแน่

“ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าจากตรงไหนก่อนดี”

“หือ?”

“เนเน่…ไม่รู้สิ ในช่วงเวลานี้ ผมว่าพี่เป็นผู้ใหญ่ที่เจ้าเล่ห์มากเลยนะ”

“ฮะฮะ แต่สุดท้ายชั้นก็เป็นพี่สาวอยู่ดีนะ ถ้าน้องชายตกที่นั่งลำบาก พี่สาวก็ต้องออกหน้าช่วยเหลือสิ”

สรุปว่ายูมะก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เป็นเพื่อนกับชวาร์สทางเน็จจนถึงเหตุการณ์ปัจจบัน ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่บอกเนเน่คือชวาร์สเป็นผู้หญิง

“ยูคุงให้ความสำคัญกับชวาร์สมากจนพี่รู้สึกหึงนิดๆเลยนะ”

“ถึงบอกให้ความสำคัญ แต่สุดท้ายเพราะผมเป็นคนเร่งมากไปเลยสร้างบาดแผลทางใจให้ชวา.. อุ๊บ?”

เนเน่ใช้สองนิ้วบีบปากยูมะไม่ให้พูดต่อ

“ห้ามพูดเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของตัวเองสิ พูดจาไม่คิดต้องโดนลงโทษแบบนี้”

“ก็นะ ถึงพูดจาทำร้ายจิตใจกัน แต่พี่คิดว่ายูคุงไม่ควรใส่ใจเรื่องนี้เกินไป ขอสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดเป็นเพราะชวาร์สพยายาม แต่ล้มเหลว พอใจเย็นทั้งคู่ก็เริ่มทะเลาะกัน พี่เข้าใจถูกต้องนะ”

“อืม..”

“เท่าที่ฟัง ยูคุงชอบชวาร์สมากๆเลยนะ”

เนเน่วเราะเล็กน้อย กล่าวต่อ

“งั้นขอถามกลับกันนะ คิดว่าตอนที่ทะเลาะกัน ชวาร์สอยู่ในสภาวะปกติมั้ย คิดว่าใจจริงชวาร์สอยากจะจบความสัมพันธ์กับยูคุงเหรอ… ชวาร์สที่ฮึดสู้จนออกมาพบยูคุงด้วยตัวเองคนนัั้นอะนะ”

คำพูดของเนเน่กระแทกใจเต็มๆ ใช่แล้ว ยูมะลืมไปซะสนิท

คนที่พูดว่า อยากรักษาโรคสื่อสารไม่เก่ง อยากจะเป็นเพื่อนกับเขา ทุกอย่าง ยุยเป็นฝั่งเอ่ยปากก่อนทั้งนั้น

ยุยเป็นคนมีความกล้าหาญ ล้มแค่นี้อาจจะท้อ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องยกธงขาวยอมแพ้ซะหน่อย

“ถ้ายูคุงคิดว่าเขาเป็นเพื่อนคนสำคัญ อยากให้ยูคุงเชื่อมั่นในตัวเพื่อนมากกว่านี้นะ”

“…อืม”

“ชวาร์สเป็นเด็กที่กล้าหาญ ตอนนี้อาจจะมีล้มบ้าง แต่เดี๋ยวเขาก็ฮึดสู้เดินไปข้างหน้าต่อได้แน่ ยูคุงไม่คิดแบบนี้บ้างเหรอ”

“…อืม”

“ฉะนั้นยูคุงควรจะเป็นคนจับมือดึงเขาเวลาล้ม แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ถึงต่อจากนี้อาจจะต้องเจออะไรๆอีกมากในอนาคต แต่ถ้าทั้งสองคนยังเป็นเพื่อนกันมันต้องฝ่าไปได้แน่”

“…ครับ”

คำพูดของเนเน่ช่วยปัดเป่าความทุกข์ที่ยูมะแบกรับไว้หมด แต่ว่าพอคิดถึงเรื่องที่ยูมะนอนบนตักเนเน่ ไม่รู้ทำไม จู่ๆรู้สึกหน้าร้อนผ่าวนิดหน่อย

“ขอบคุณนะครับเนเน่ เพราะเนเน่ ผมเลยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยละครับ”

“ไม่เป็นไรจ้า นานๆทีชั้นจะได้แสดงบทพี่สาวให้ยูคุงบ้าง ฮะฮะ หวังว่าคงไม่ตกหลุมรักชั้นนะ”

“จะบ้าเรอะไง ดูอายุพี่กับผมก่อนเหอะ”

“อ้าวๆ ยูคุง… พูดเรื่องอายุต่อหน้าผู้หญิง สงสัยอยากจะมีเรื่องสินะ”

เนเน่พูดจบ ทั้งคู่ต่างหัวเราะ เสียงหัวเราะของยูมะชัดเจนว่าเขาสบายใจขึ้นมากจริงๆ

“ทีนี้จะเอาไงต่อละ จะไปบ้านชวาร์สเพื่อขอคืนดีมั้ย”

“ก็ว่าจะทำแบบนั้นนะ …หือ?”

ยูมะคิดอยู่ว่าจะเดินทางไปตอนไหน เริ่มพูดยังไงดี ทว่าเขาได้ยินเสียงน้ำหยดหลังคารัวๆ

“..ฝนตกรึ”

“เอ๋ พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้ฝนไม่ตกนี่นา”

ดูจากเสียงที่กระทบหลังคา ดุท่าว่าฝนน่าจะตกหนักในไม่ช้านี้

“ซ..ซวยแล้ว ชั้นตากที่นอนไว้บนระเบียงด้วย”

“งานหยาบของจริง รีบไปเก็บกันเถอะครับ”

ยูมะสปริงตัวออกจากเตียง วิ่งไปที่ระเบียง

ฝนเริ่มตกหนักขึ้น ที่นอนที่ตากไว้บนระเบียงเลยดูดน้ำฝนไปเล็กน้อย แล้วไอที่นอนนี่ก็น้ำหนักไม่ใช่เบาซะด้วย

ถือว่าโชคดีที่วันนี้อยู่บ้าน เพราะถ้ามีแค่เนเน่คนเดียว คงไม่น่าแบกที่นอนจากระเบียงไหว เพราะหนักเอาเรื่อง ….เฮ้ย นั่นมัน

จังหวะที่ยูมะดึดที่นอนลงมาจากระเบียง สายตาเขาเหลือบมองไปที่ชั้นล่างสุด หน้าแมนชั่นมีเด็กสาวผมขาวยืนอยู่

“…ยุย”

ยุยยืนตากฝนโดยที่ไม่ได้กางร่ม ดูเหมือนว่าเธอจะเดินทางมาหาเขาที่แมนชั่นด้วยตัวเอง

“มีอะไรรึเปล่า”

“โทษทีนะเนเน่ ฝากที่นอนด้วย”

“เอ้า?”

ยูมะยกที่นอนให้เนเน่ถือ รีบวิ่งออกจากห้องไปกดลิฟท์ แต่ปรากฏว่าลิฟท์ใช้การไม่ได้ อยู่ในระหว่างการซ่อม

ยูมะตัดสินใจรีบวิ่งลงบันไดแทน ในใจคิดว่าบ้าเอ๊ย กะจะเป็นคนออกไปหาเธอก่อนแท้ๆแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ยูมะรีบวิ่งลงบันไดแบบลืมตาย จนในที่สุดก็ถึงชั้นล่าง เขาเปิดประตูแมนชั่นออกมา

ยุยยังคงยืนอยู่ที่เดิม พอเห็นยูมะ เธอทำหน้าตกใจ

“เอ๊ะ…ยูมะ?”

“ยุย..ทำไมเธอมาอยู่ที่นี่”

“ชั้น…ชั้นขอโทษนะ”

ยังไม่ทันที่ยูมะจะถามเหตุผลที่เธอมาที่นี่จนครบประโยค ยุยก็ชิงพูดมาก่อนพร้อมก้มหัวด้วยท่าทีขอโทษสุดพลัง

“ชั้นขอโทษที่พูดจาแย่ๆออกไป ชั้นขอโทษที่ให้ยูมะรู้สึกไม่ดี ทั้งที่ยูมะไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆแต่ชั้น….”

สำหรับยูมะ นี่เป็นน้ำเสียงยุยที่เปล่งออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ เขารับรู้แล้วว่าเธอพยายามสุดชีวิตที่จะพูดขอโทษเขาในทุกเรื่องที่ผ่านมา

“ม..ไม่เป็นไรหรอกครับ เงยหน้าขึ้นเถอะ”

ยูมะกล่าวอย่างอ่อนโยน ยุยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ

“…มาถึงที่นี่ด้วยตัวคนเดียวรึครับ”

“..อืม”

“เดินทางมาถึงนี่ด้วยตัวคนเดียวไม่เป็นไรจริงๆเหรอ..?”

“ชั้นพูดจาไม่ดีใส่ สีหน้ายูมะตอนนั้นเจ็บปวดจากคำพูดแย่ๆของชั้น ดังนั้นชั้นต้องขอโทษให้ได้..”

“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ จริงๆแชทมาก็พอแล้ว”

“ช..ชั้นอยากพูดโดยตรงต่อหน้ายูมะจากปากตัวเอง ได้โปรด ชั้นขอความกรุณาให้ยูมะช่วยอีกสักครั้งนะ”

“ขอความกรุณาเรื่องอะไรครับ”

ยุยสูดลมหายใจเข้าลึกกล่าวต่อ

“เรื่องรักษาโรคสื่อสารไม่เก่ง รวมถึงเรื่องใช้ชีวิตสนุกสนานในโรงเรียนเมื่อเปิดเทอม”

ยุยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังและพยายามสุดชีวิต

“เพราะว่า…เพราะว่าชั้นชอบยูมะที่สุด… ยูมะเป็นเพื่อนคนแรกของชั้น เป็นพี่ชาย เวลาที่ได้ทำกิจกรรวมร่วมกันกับยูมะชั้นมีความสุข เพราะงั้นชั้นอยากจะใช้ชีวิตม.ปลายด้วยกัน ลงทะเบียนเรียนด้วยกัน เรียนคาบเดียวกัน กินข้าวกลางวันด้วยกัน ไม่ว่าจะเวลาไหน ชั้นก็อยากจะอยู่ด้วยกันกับยูมะตลอดไป ชั้นเชื่อว่าถ้าอยู่ด้วยกัน ชีวิตตอนนัั้นจะต้องสนุกมากๆ แล้วก็ถ้ายูมะอยู่กับชั้นด้วยกันแล้วรู้สึุกสนุกด้วย ชั้นจะดีใจมาก…เอ๋ อะเร๊ะ?”

น้ำเสียงของยุยปนไปด้วยเสียงสะอื่น แต่เธอก็สารภาพความในใจออกมาทุกอย่าง ก่อนจะโดนขัดจังหวะตอนท้าย เพราะยูมะกอดเธอโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว

ยูมะรับรู้ถึงความเจ็บปวดของยุยผ่านน้ำเสียงที่กล่าว แต่กระนั้นเขาก็รู้สึกดีใจ

“ยุย”

“ฮิย้า”

ยุยชะงักส่งเสียงร้องเบาๆเพราะถูกยูมะกอด ถึงแม้จะตกใจ แต่อ้อมกอดของยูมะก็ไม่ทำให้รู้สึกแย่ เธอขยับมือลูบหลังยูมะ

“ตอนนี้ชั้นดีใจมากๆครับ”

“ทำไมยูมะถึงดีใจเหรอ”

“ชั้นดีใจเพราะนายบอกว่าชั้นคือเพื่อนคนสำคัญไงล่ะ”

“….แฮะแฮะ”

คำพูดของยูมะเป็นน้ำเสียงของคนที่ดีใจจนร้องไห้เสียน้ำตา ยุยรับรู้ถึงความจริงใจตรงนี้จึงหัวเราะเล็กน้อยดีใจนิดๆ

(ดูท่าว่าชั้นจะหลงยัยนี่หัวปักหัวปำแล้วล่ะ ชั้นต้องทำไงก็ได้ให้ยัยนี่ได้ใช้ชีวิตในม.ปลายที่ดีที่สุด คอยดูสิ)

สิ่งที่ยูมะคิด ก็ตรงกับที่ยุยคิดเหมือนกัน ต่างคนต่างอยากจะมอบ อยากจะทำสิ่งที่ดีสุดเพื่อให้อีกฝ่ายใช้ชีวิตในม.ปลายได่้คุ้มค่า เรียกว่าเกิดมาได้ใช้ชีวิตครั้งนี้ถือว่าไม่เสียชาติเกิดแล้ว

“…..”

“….”

“เรา..หยุดกอดกันก่อนดีมั้ย”

“น..นั่นสินะ”

พอทั้งคู่ใจเย็นถึงเริ่มรู้สึกอาย กอดกันกลางสายฝนเป็นละครช่องหลังข่าวเลย

ยูมะคลายอ้อมกอด จะปล่อยให้ยุยเป็นอสระ แต่ทันทีที่สายตายูมะปะทะบางอย่าง ยูมะรีบรวบตัวยุยกอดเธออีกรอบทันที

“เอ๊ะ..ป..เป็นอะไรยูมะ”

“ส..เสื้อ..เสื้อเธอ”

“เสื้อเหรอ?”

ยุยกระเถิบห่างจากยูมะเล็กน้อยพอมีช่องให้มองเสื้อตัวเอง วันนี้เธอไม่ได้ใส่เสื้อพาร์ก้า เป็นเสื้อผ้าเนื้อบางกว่าปกติ เมื่อเปียกน้ำฝน ผลคือเห็นชุดชั้นในสีขาวสะอาดผ่านเสื้อที่เปียก

“……..งือ”

เมื่อยุยเห็นชุดชั้นในตัวเอง เธอรีบกอดยูมะทันที

“ท..ทำไงต่อดี”

“ทำไงต่อเหรอ?..”

ชุดชั้นในของยุยนี่สมเป็นเธอจริงๆที่เลือกสีขาวเรียบๆไม่ฉูดฉาด

ยูมะเองก็เพ่งแตกเนื้อหนุ่มขึ้นม.ปลาย เห็นเสื้อชั้นในของยุยก็มีอารมณ์พลุ่งพล่านพอสมควร

ภาพที่เห็นมันต่างกับในมังงะ2มิติลิบลับ การเห็นชุดชั้นในสาวน้อยผ่านชุดเปียกแนบเนื้อ ทำแดเมจใส่ได้มหาศาล เพียงแค่เห็นครั้งเดียวก็ภาพติดตาอยากจะจ้องไปนานๆ

ยุยเปียก

(เอาไงต่อดีวะ)

จะให้ยุยกลับบ้านในสภาพนี้ก็ใช่เรื่อง ต้องหาที่หลบฝนก่อน แต่จะไปที่ไหนดี ร่างกายยุยก็อ่อนแอด้วย จะให้ตากฝนต่อไปคงไม่ดีต่อสุขภาพเธอ

หลังจากคิดสักพัก ข้อสรุปของยูมะคือควรพาเธอไปที่แมนชั่นจองเขา ให้เธออาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยพาเธอกลับบ้านน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ปัญหาคือตอนนี้ลิฟท์เสียซะด้วย จะให้เธอเดินขึ้นบันไดไปด้วยกันก็เกรงว่าร่างกายเธอจะฝืนสังขารไม่ไหว

งั้นก็เหลือทางเดียว

“ยุย เดี๋ยวชั้นให้เธอขี่หลัง แล้วชั้นจะพาเธอไปที่ห้องของชั้นก่อน เธอคิดว่าไง”

“เอ๋”

“ตอนนี้ลิฟท์แมนชั่นเสีย และถ้าเดินตัวเปล่า คนอื่นที่สวนทางอาจจะเห็นเสื้อในเธอ ชั้นเลยกะจะให้เธอขี่หลัง รังเกียจรึเปล่า ปัญหาคือตอนนี้ชั้นนึกหาหนทางอื่นไม่ออก และคิดว่าเดินกลับบ้านในสภาพตากฝนอย่างนี้ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดแน่”

“..อ…อืม..ถ้ายูมะว่าดีชั้นก็ไม่รังเกียจหรอก ขอความกรุณาด้วยนะคะ”

ยุยผละร่างออกจากยูมะ ขึ้นไปขี่หลัง ส่วนยูมะก็เลี่ยงมองไปทางอื่นเพื่อจะได้ไม่เห็นชุดชั้นในยุย

ยุยขยับตัวให้เข้าที แขนคล้องคอยูมะ…

จะว่าโชคดีหรือโชคร้าย ด้วยความที่เสื้อเปียก ถ้าให้ขี่หลัง ยังไงร่างกายทั้งคู่ต้องมีการสัมผัสแนบเนื้อ แต่หน้าอกยุยนี่มันแบนแต๊ดแต๋จริงๆ แค่เธอขยับห่างนิดเดียวก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรมาโดนหลังแล้ว

“โอเค เกาะให้แน่นๆนะ”

“อ..อืม”

ยูมะลุกขึ้น สองมือประคองก้นยุยคนละข้าง

แงงง

ยังไงขี่คอก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องแตะโดนก้นยุยอะนะ

(เขร้ อย่างนุ่มเลยเว้ย….!”

ก้นเธอนุ่มกว่าที่คิดซะอีก มองด้วยสายตาภายนอกไม่นึกว่าจะนุ่มนิ่มได้ขนาดนี้

ยิ่งตอนนี้ด้วยความที่อุ้มยุยด้านหลัง ยูมะสูดได้ถึงกลิ่นกายหอมอ่อนๆของเธอลอยเข้าจมูก

(สัส อดกลั้นโว้ยยยย อย่าให้กิเลสครอบงำสิวะ)

“เป็นอะไรรึเปล่ายูมะ ไม่หนักใช่มั้ย”

“…ไม่หนักครับ สบายๆ”

“จริงเหรอ เห็นตัวสั่นไม่ขยับเลย นึกว่าหนักซะอีก”

“ไม่หนักจริงๆครับ”

หนักอะ หนักเรื่องอื่นมากกว่าอีก

ยูมะรวบรวมสติ ประคองยุยเดินขึ้นบันไดแมนชั่น

เอาจริงๆนะ ยุยน่ะ ตัวไม่หนักหรอก ไอ้ที่หนักอะ หนักใจกับความคิดตัวเองนี่ล่ะที่ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ

“อ๊ะ จริงสิ”

ยูมะหยิบมือถือโทรหาเนเน่รายงานสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ

“…เหตุผลก็ตามที่ผมว่า เลยจะขอให้ชวาร์สอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อหลบฝนในห้องเราก่อนครับไ

“ไม่มีปัญหา สบายมาก แล้วก็ถ้าเจอชวาร์สห้ามพูดจาอะไรเกี่ยวกับสีผมเขาเนอะ”

“ใช่ครับ”

จริงๆก็อธิบายไปคร่าวๆนะ แต่เหลือเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ยุมะยังไม่กล้าอธิบายเนเน่ เอาเป็นว่าให้เนเน่เจอด้วยตาตัวเองละกัน

“พี่คิดว่าอยากพบชวาร์สสักครั้งอยู่แล้ว น่าสนุกจัง พี่รออยู่ที่ห้องนะ”

“..อืม”

หลังจากเดินขึ้นบันไดสักพัก ในที่สุดก็ถึงห้องตัวเอง

“กลับมาแล้วครับ”

“ขอรบกวนด้วย”

เนเน่รออยู่หน้าประตู ส่งยิ้มให้ยูมะ

“ยินดีต้อนรับกลับมาจ้า ยินดีต้อนรับชวาร์สนะ ทำตัวตามสบาย……..หือ?”

คำพูดเนเน่หยุดชะงักกลางคันทันที่เห็นยุยชัดเจน เบิกตากลมโต ส่วนยูมะแสร้งทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ให้ยุยลงจากหลังของเขา

“ห้องอาบน้ำเดินไปตรงทางเชื่อมฝั่งโน้นนะ เรื่องเสื้อผ้าเดี๋ยวพี่จัดการให้ เข้าไปอาบน้ำก่อนได้เลยนะ”

“..ค..ค่ะ”

ยุยค้อมศีรษะให้กับคำตอบของเนเน่ กล่าวเสียงเบา เดินไปที่ทางเชื่อม

พอยุยหายลับไปจากสายตา เนเน่หันขวับมาหายูมะ

“เดี๋ยวนะเดี๋ยวนะเดี๋ยวนะ ยูคุง ไม่เห็นได้ยินมาก่อนว่าชวาร์สเป็นผู้หญิง!?”

“..แหงสิก็ผมไม่ได้บอกไง”

“งั้นแสดงว่าทุกวันนี้ที่ไปเล่นร้านเนตคาเฟ่นี่คือวัยรุ่นชายหญิงอยู่ด้วยกัน2ต่อ2 …แถมเมื่อกี้ยูคุงก็อุ้มน้องเค้าด้วย สัมผัสแนบเนื้อใกล้ชิดกันอีก … ไม่ผิดแน่ ทั้งสองคนคบกันอยู่สินะ ยูคุงนี่ร้ายจริงๆ”

“ม.ไม่ได้คบกันสักหน่อย ไม่มีอะไรใกล้เคียงแบบนั้นเลย”

“โกหกตกนรกน้า”

“หยุดล้อเหอะคร้าบบ รู้อยู่แล้วว่าถ้าบอกไปจะเจอเนเน่ล้อแบบนี้ไงถึงไม่อยากจะเล่า แล้วก็ผมขอตัวไปหาเสื้อให้ยุยเปลี่ยนก่อนนะครับ”

ยูมะพูดจบเบี่ยงประเด็นหนีเนเน่ โกยแน่บกลับห้องตัวเอง

เมื่อกลับถึงห้อง ยูมะหยิบผ้าเช็ดตัวกับหาเสื้อไซส์ที่ตัวเล็กพอจะให้ยุยผลัดเปลี่ยน

(มันน่าจะมีเสื้อเราสมัยเด็กหลงเหลือบ้างสิน่า”

โชคดีว่ายูมะเจอเสื้อตกค้างสมัยเรียนประถมเหลืออยู่ จากนั้นพอคิดว่ายุยกำลังจะสวมเสื้อของเขา ไม่รู้ทำไมเด็กหนุ่มรู้สึกหน้าแดงเขินนิดๆ เขาส่ายศีรษะยิกละความฟุ้งซ่านเดินกลับไปจุดเปลี่ยนเสื้อหน้าห้องน้ำ

ถ้าเป็นมังงะเลิฟคอมทั่วไป จังหวะไปห้องน้ำนี่ต้องเจอยุยเปลื้องผ้าอยู่หน้าห้องน้ำเห็นทุกสัดส่วนให้พวก18+ชื่นชม แต่ความเป็นจริงคือเธออยู่ในห้องน้ำนั่นแหละ แต่ไม่รู้ทำไม เขาดันมีความคิดว่าเรื่องในมังงะ ถ้ามันเกิดได้ในชีวิตจริงสักครั้งก็ไม่แย่นะ

เสียงน้ำจากห้องน้ำชัดเจนว่ายุยกำลังอาบน้ำอยู่ ยูมะนำเสื้อผ้ากับผ้าเช็ดตัวไปวางตรงจุดเปลี่ยนเสื้อ

“ยุย เดี๋ยวชั้นให้ยืมเสื้อของชั้นใส่ไปก่อน ส่วนเสื้อเธอ รอตากให้แห้งก่อนค่อยว่าอีกที่นะ”

“อืม…ขอบคุณนะ”

ยุยตอบกลับท่ามกลางเสียงน้ำฝักบัว

ห้องน้ำที่แมนชั่นยูมะเป็นกระจก ฉะนั้นถ้ามองผ่านกระจกจะเห็นเงาสัดส่วนของคนที่กำลังอาบน้ำได้ระดับหนึ่ง

ยุยกำลังเปลือยเปล่าอยู่หลังประตูบานนี้

เพียงแค่คิดเท่านี้ สีหน้ายูมะร้อนผ่าว รีบส่ายหัวหนักกว่าเดิม นี่กุเป็นอะไรของกูเนี่ย ตั้งแต่อุ้มยุยแล้วได้สัมผัสก้นนิ่มๆของเธอ อาการฟุ้งซ่านนี่โหมกระหน่ำไม่หยุดเลยเว้ย

ยูมะเป็นผู้ชายทั้งแท่ง ยุยก็น่ารัก ฉะนั้นมันก็ไม่แปลกที่ยูมะจะเกิดอาการ 18+ งุ่นง่านอยู่ตอนนี้ แต่ระงับความอยากของตัวเองไว้

ทั้งที่บอกกับตัวเองว่าจะไม่หันไปมองกระจกอีกแล้ว แต่สัญชาตญาณข้างในก็หัามใจไม่ได้ ไม่นะ ทำไมหัวของชั้น หันไปที่ห้องน้ำ ชั้นจะหันไปอีกทางนะโว้ย แล้วนี่แค่เห็นเงาเธอหลังห้องน้ำ ความฟุ้งซ่านกุนี่ไม่หยุดสักที

“….ยูคุง”

“เหวออออ!”

จู่ๆข้างหลังก็มีคนเรียกชื่อด้วยเสียงสูง เล่นเอาสะดุ้งโหยงสุดตัว พอหันกลับไปดูก็พบเจ้าของเสียงกำลังส่งยิ้มล้อเลียนอยู่

“มายืนจดๆจ้องๆอะไรอยู่ตรงนี้เอ่ย”

“ป..เปล่าสักหน่อย ผมแค่รอส่งเสื้อเฉยๆ”

“อ้อเหรอ งั้นที่พี่คิดว่ายูคุงกำลังจะแอบถ้ำมองคือพี่คิดไปเองสินะ”

ถ…ถูกต้อง คิดไปเองครับ ใครมันจะไปถ้ำมองเล่า”

“อย่างนี้นี่เอง ไม่ได้ถ้ำมองแต่ถ้าเขาเสนอตัวให้มองได้ก็จะดูแบบจัดเต็มสินะ”

“โว้วว พูดไปเรื่อย ผมกับยุยไม่ได้มีความสัมพันธ์อย่างนั้นสักหน่อย..”

“อ้อ น้องเขาชื่อยุยนี่เอง ว้าว นี่ถึงขั้นเรียกชื่อจริงน้องเขาซะด้วย แบบนี้จะเรียกว่ามีความสัมพันธ์แบบไหนดีล่ะ”

“เนเน่ ผมไหว้ล่ะคร้าบ ให้กราบทีนก็ยอม วันนี้ขอเหอะ เนเน่ช่วยอยู่ในห้องนิ่งๆไม่ต้องล้อผมสักวันหนึ่งได้มั้ยครับ”

“ฮะฮะ สงสัยพี่แกล้งหนักไปสินะ หึหึ ไม่ต้องห่วงจ้า พี่ไม่อยู่เป็นก้างขวางคอทั้งสองคนหรอก เชิญตามสบายทั้งคู่นะ”

เนเน่กล่าวจบเดินกลับห้อง

ยูมะคิดว่าวันนี้ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้ฟะ

หลังจากนัั้นสักพัก ยุยออกจากห้องน้ำ

“ขอบคุณที่่ให้อาบน้ำนะ”

ยุยสวมเสื้อของยูมะ ทั้งที่จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรเลย แต่ยูมะแค่คิดว่า ยุยกำลังสวมเสื้อเขาอยู่ เขาก็รู้สึกใจเต้นตึกตักโดยที่หาเหตุผลไม่ได้

ทางด้านยุย สภาพก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ายูมะ ท่าทางเธอกระวนกระวายตื่นเต้นเช่นกัน

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ยุยได้เที่ยวบ้านเพื่อนผู้ชาย ด้วยความที่เสื้อยูมะหลวม จึงมีพื้นที่ให้ยุยดึงเสื้อขึ้นมาปิดครึ่งปากครึ่งจมูก

ยูมะเห็นความน่ารักของยุย เขาเริ่มเขิน ทางยูมะเองก็เพิ่งจะเคยพาเพื่อนผู้หญิงมาเที่ยวถึงที่แมนชั่นครั้งแรกเช่นกัน

“มีโจ๊กสำเร็จรูปอยู่ สนใจกินมั้ยครับ”

“อืม สนใจ”

“ได้ งั้นนั่งรอที่ห้องรับแขกแปบนะ”

ยูมะไปที่ครัว เตรียมโจ๊กไว้สองถ้วย ไว้กินคนละถ้วยกับยุย

ยูมะเดินกลับมาพร้อมถ้วยสองใบ ส่งใบหนึ่งให้ยุยที่กำลังนั่งอยู่เก้าอี้รับแขก

“เอ้า ระวังร้อนนะ”

“”อืม ขอบคุณนะ”

ถ้วยโจ๊กส่งควันหอมฉุย ยุยเป่าถ้วยให้หายร้อนสักนิดก่อนจะกิน

“ฮัดชิ่ว”

“ไม่ได้เป็นไข้ใช่มั้ย ถ้าปวดหัวมีอาการตัวร้อนอะไรให้รีบบอกนะ”

“อืม”

ยุยเป่าโจ๊กสักพัก ดื่มไปหนึ่งคำ

“อร่อยจัง”

สภาพยุยตอนนี้ดูจะใจเย็นขึ้นแล้วหากเทียบกับตอนอยู่หน้าแมนชั่น ท่าทางเธอตอนเป่าถ้วยก็น่ารักมากเหลือเกิน เพียงแค่ดูก็เล่นเอาอยากจะเอ่ยปากชมเชย แต่ว่า…

“…..”

“…..”

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าแมนชั่น ทั้งสองคนต่างเอ่ยความในใจตัวเองหมดแล้ว ยูมะเลยมองยุยนิ่งๆไม่พูดไม่จาอะไรพลางคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาว่าทำอะไรไปบ้าง

สรุปว่า เขาทั้งกอดยุย ทั้งอุ้มยุยอย่างแนบแน่น แถมยังจับก้นนิ่มๆของเธอเต็มมือทั้งคู่ แล้วก็พายุยเข้ามาในบ้านตัวเองอีก คิดแล้วก็ร้อนใจเหมือนกัน เพราะว่าถึงยังไงยุยเป็นผู้หญิง ถ้าโดนผุ้ชายทำพฤติกรรมแบบนี้ใส่ ส่วนใหญ่ต้องเกลียดขี้หน้าผุ้ชายคนนั้นแน่

ด้วยความร้อนใจราวมีชนักติดหลัง ยูมะเลยดื่มโจ้กระบายความเขินโดยไม่เป่า

“อ้ากก ร้อนนน”

ยูมะหน้าเหยเก เป่าปากฟู่ๆให้โจ้กในปากคลายความร้อนสักนิดนึงก้ยังดี ยุยเห็นสภาพยูมะแล้วหลุดยิ้มออกมา

ทางด้านยุยเองก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แก้มตัวเอง แต่เธอเก๊กนิ่ง ค่อยๆดื่มโจ๊ก ก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนส่งข้อความหายูมะ แน่นอนว่ายูมะเห็นยุยส่งข้อความก็หยิบสมาร์ทโฟนตัวเองขึ้นมาพิมพ์แชทตอบด้วย

“ยูมะ มีพี่สาวด้วยเหรอ”

“อืม ถึงจะบอกว่าพี่สาว แต่เธอก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด แค่อาศัยอยู่ด้วยกันเฉยๆ แล้วอายุพี่เขาก็ไม่ได้มาก เลยรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนมากกว่า

ส่วนสาเหตุที่เขาเป็นพี่ชั้นเกิดจากครอบครัวของชั้นกับพี่แต่งงานกันอีกรอบหนึ่ง เราเลยเป็นลูกติดของแต่ละฝั่งครับ”

“ง่ายๆคือเป็นพี่สาวบุญธรรมสินะ นี่มันอารมณ์เลิฟคอมสาวแกลชัดๆ”

“ห๊ะ พูดอะไรของนาย เลิฟคอมสาวแกลเนี่ยนะ”

“ก็มัน..อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับพี่สาวบุญธรรมสุดสวย นี่มันซีนปักธงตามมังงะหรือเมะชัดๆ”

“ปักธงบ้าอะไรเล่า”

“”นี่นี่ สารภาพมาตามตรงก็ได้นะว่าไม่ได้มีอะไรจริงๆเหรอ ผมก็ไม่ได้รังเกียจงานพล็อตสาวแกลหรอกนะ”

“แสสสส เมิงอย่าเอา2dกับ3dมาปนกันในชีวิตจริงสิฟะ ถึงอยู่ด้วยกันจริงแต่ไอ้เรื่องปักธงห่าเหวอะไรนั่นลืมไปได้เลย”

“เอ๊ะ จะว่าไปตะกี้บอกว่าอยู่ดัวยกันสองคนกับพี่ใช่มั้ย แล้วพ่อแม่ยูมะไปไหนเหรอ”

“อ้อ พ่อแม่ไปทำงานต่างประเทศ ชั้นเลยอยู่กับพี่แค่สองคนในแมนชั่นนี้”

“พล็อตมันชวนคิดแนวเอโระจริงๆนะ”

“เป็นผู้หญิงแท้ๆอย่าใช้คำว่าเอโระได้มั้ยฟะ”

พอส่งแชทจบ ทั้งคู่ต่างสบตากัน ก่อนจะค่อยๆหลุดขำออกมา ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะกลับมาคืนดีกันสมบูรณ์แล้ว


หลังจากนั้นพักใหญ่ ยูมะพายุยกลับมาส่งที่บ้านด้วยกัน ตอนนี้ยุยกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นปกติ เขารู้สึกโล่งใจมาก

เมื่อส่งยุยเสร็จเรียบร้อย ยูมะกลับมานอนบนเตียงห้องตัวเองพลางคิดถึงเรื่องของยุย

เหตุการณ์ในวันนี้ ช่วยกระชับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม แต่กระชับในฐานะเพื่อน…ไม่สิเพื่อนสนิทมากกว่า เป็นความสัมพันธ์เพื่อนสนิทที่ใสซื่อบริสุทธิ์ ยูมะคิดแบบนี้ รู้สึกดีใจ

(แต่ว่า….ถ้ายังรักษาอาการป่วยของยุยไม่ได้ เหตุการณ์วันนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นกับเธออีกก็ได้)

ไอ้ที่ยุยมาถึงแมนชั่นผมได้ อย่าไปนับ กว่ายุยจะมาถึงได้ ผมมั่นใจว่าเธอต้องอดทนและใช้ความพยายามอย่างมาก ฉะนั้น ถ้ายังรักษาโรคไม่ได้เต็มร้อย อย่างน้อยก็ต้องหาวิธีเสริมความมั่นใจให้เธอมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่านี้

ในตอนนี้ ยูมะมีความรู้สึกหลายอย่างปนอยู่ในใจ ความสัมพันธ์ของเราจะอยู่ตราบเท่าที่โรคขอยุยยังไม่หาย แต่ถ้ารักษาหายดีแล้ว พวกเราจะเป็นยังไงต่อไป ถึงแม้ชั้นอยากจะให้โรคยุยหาย แต่ทำไมชั้นถึงติดใจเรื่องความสัมพันธ์ของชั้นกับยุยนะ

แต่เรื่องนั้นก็ว่ากันทีหลัง โฟกัสเรื่องยุยก่อน ถ้าเร่งมากไป ชั้นอาจจะทำร้ายจิตใจยุยอีกก็ได้ ซึ่งสภาพยุยตอนนั้น ชั้นไม่อยากเห็นมันอีกเป็นครั้งที่สอง

หลังจากนั่งครุ่นคิดหาวิธีสักพัก ยูมะก็นึกไอเดียออก เขาดีดตัวขึ้นจากเตียง เดินไปห้องเนเน่ สูดลมหายใจเข้าเล็กน้อย ตัดสินใจเคาะประตู

“เนเน่ ขอเข้าไปได้มั้ย”

“เชิญจ้า”

เนเน่กำลังนอนอยู่บนเตียง เล่นสมาร์ทโฟนอยู่ แต่เมื่อเธอเห็นสีหน้าจริงจังของยูมะ เธอรู้แล้วว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ จึงลุกขึ้นนั่ง

“มีอะไรรึเปล่า ทำหน้าขึงขึงมาเชียว”

“…มีเรื่องจะขอร้องอย่างหนึ่งครับ”

ยูมะก้มหัวลงเล็กน้อยหลังกล่าวจบ

จบCH4

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม