Otonari asobi เล่ม 1 ch1 สาวน้อยผมเงินนักเรียนต่างประเทศแสนน่ารัก

อ่าน Otonari Asobi 迷子になっていた幼女を助けたら、お隣に住む美少女留学生が家に遊びに来るようになった件について แปลไทย  CH1-1 สาวน้อยผมเงินนักเรียนต่างประเทศแสนน่ารัก

ch1.1 สาวน้อยผมเงินนักเรียนต่างประเทศแสนน่ารัก

หมายเหตุ… เรื่องนี้แปลจากLN ภาษาญี่ปุ่นโดยตรง อันไหนเป็นน้ำ จะตัดออก แต่ใจความสำคัญจะอยู่ครบแน่นอน

“ชาร์ล็อต เบนเนตต์ค่ะ เรียกชั้นว่าชาร์ล็อตได้นะคะ” 

เธอแนะนำตัวแก่เพื่อนร่วมชั้น เรื่องนักเรียนสาวผมสีเงินสุดสวยที่เพิ่งย้ายเข้ามาวันนี้วันแรกเป็นหัวข้อสนทนาของคนในชั้น 

พอจบแนะนำตัว ก็จะมีคนไปถามว่าเธอมีแฟนแล้วรึยัง ก็มีนักเรียนไปถาม และก็ได้คำตอบจากเธอว่าไม่มี 

และชาร์ล็อตจะอธิบายเพิ่มว่า เธอย้ายมาที่นี่เพราะครอบครัว และคุณแม่เธอเป็นชาวอังกฤษ เธอชอบญี่ปุ่นมากๆ 

แน่นอนว่าความสวยและน่ารักของเธอเป็นที่ประทับใจแก่นักเรียนทั้งชั้น และแม้ว่าจะเป็นคนต่างชาติแต่ก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว

ส่วนพระเอก ชื่อ อาโอยางิ อากิฮิโตะ ก็จะถูกเพื่อนร่วมห้องชื่อ อากิระ เป็นเอซของชมรมฟุตบอลเข้ามาคุยและบอกว่า พระเอกเองก็

เป็นคนที่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้เหมือนกัน 

ทีนี้เรื่องจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อหมดคาบ ใกล้ได้เวลาเลิกเรียน ชาร์ล็อตจะถูกเพื่อนๆเข้ามาช่วนไปเที่ยว ไปร้องคาราโอเกะ ประมาณว่า

งานเลี้ยงต้อนรับนักเรียนใหม่หลังเลิกเรียน เธอจะปฏิเสธว่า ติดธุระจริงๆ ต้องไปรับน้องสาว แต่เพื่อนๆก็ยังตามตื๊อว่า ไม่เป็นไร จะชวนน้องสาวมาด้วยกันก็ได้ 

ตัวพระเอกที่ดูท่าทางของชาร์ล็อตว่าติดธุระ ไม่อยากไปแต่ก็ไม่รู้ปฏิเสธยังไง จึงยอมรับบทเป็นตัวร้าย บอกเพื่อนๆว่า

“อากิระ แล้วก็พวกนายทุกคน พอแค่นี้เถอะ ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเราจะมีสอบ คิดว่ามีเวลาว่างมากพอมาทำเรื่องแบบนี้รึไง” 

ตอนแรกเพื่อนนักเรียนก็มีทีท่าไม่ยินยอมนัก และมองว่าพระเอกนี่แม่งตัวขัดคอเลย

แต่อากิระ เพื่อนพระเอกก็จะเสริมต่ออีกว่าถ้าอยากจะจัดปาร์ตี้ต้อนรับนักเรียนใหม่ เอาไว้ทำหลังสอบเสร็จก็ได้

ซึ่งพอเป็นคำพูดของอากิระที่เป็นเอซชมรมฟุตบอลและเป็นที่นิยมในหมู่คนอื่น เพื่อนๆดูจะยอมรับได้มากกว่า

จากตอนนี้ในนิยายจะเริ่มเกริ่นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของพระเอก กับเพื่อนในห้องว่าจะไม่ใช่ไปในทางที่ดีสักเท่าไร แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ยี่หระในเรื่องนี้ 

หลังจากนี้ก็จะเป็นช่วงที่อาจารย์มิยุเข้ามา คุยโฮมรูมเล็กน้อยแล้วก็ให้พระเอกช่วยยกเอกสารไปทีห้อง อาจารย์ก็จะคุยประมาณว่า พระเอกชอบรับบทเป็นตัวร้ายอยู่เสมอ หากมีปัญหาในบางเรื่องก็ควรจะเข้ามาพูดคุยให้อาจารย์เป็นคนช่วยก็ได้ และควรให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่านี้ ซึ่งตัวพระเอกก็ตอบสไตล์เดิมว่าไม่แคร์ 

พอช่วยจัดการเรื่องยกเอกสาร และเรียงเสร็จ หลังจากนั้นพระเอกก็จะขอตัวกลับห้องเรียน อาจารย์ก็จะชมว่าจริงๆแล้ว พระเอกเป็นนักเรียนที่นิสัยดีแท้ๆ

****

(โอเค ช่วงน้ำผ่านไปละ หลังจากนี้น่าจะเป็นตอนที่ทุกคนรอคอย คือน้องเอมม่าโผล่สักที) 

“แงงงงงง!ล็อตตี้อยุ่ไหนนนนนนนนน!”

พระเอกเดินออกจากประตูโรงเรียนประมาณ 15 นาที ตรงหัวมุมถนนก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง และพอเดินไปถึงต้นเสียงก็พบว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 4-5ขวบ

เท่าที่ฟังจากคำพูด คลาดว่าเธอน่าจะพลัดหลงกับคนที่่ชื่อล็อตตี้ 

ทีนี้ในละแวกใกล้เคียงก็มีผู้คนอยู่ ไม่ใช่มีแค่พระเอกคนเดียว แต่ไม่มีใครกล้าออกหน้าช่วยเหลือ เพราะสีผมของเด็กเป็นสีเงิน และถ้าฟังให้ดีจะรู้ว่า ประโยคที่เด็กคนนั้นร้องไห้ ไม่ใช่ประโยคภาษาญี่ปุ่น มันเป็นภาษาอังกฤษ แปลว่าน้องเป็นคนต่างชาติ จึงเดาได้ว่า ที่ไม่มีใครกล้าช่วยเด็กคนนั้นเพราะกลัวเรื่องปัญหาการสื่อสารนั่นเอง

(…ช่วยไม่ได้น้า)

จะรอไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนที่พูดภาษาอังกฤษเดินผ่านมา มันก็ได้อยู่หรอก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครมาตอนกี่โมง และในระหว่างที่รอ น้องคงเสียใจมากด้วย

งั้นเราที่สื่อสารอังกฤษได้ก็จัดการเองเลยแล้วกัน

**หมายเหตุ ในนิยาย จะมีสัญลักษณ์เครื่องหมายคำพูดตรงลูกน้ำเปลี่ยนไป คือบอกว่า ตอนนี้พระเอก นางเอก หรือ น้อง กำลังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษหรือญี่ปุ่น แต่ผมจะไม่ลงรายละเอียดเปลี่ยนลูกน้ำนะครับ )

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ มีอะไรให้ช่วยมั้ย”

เด็กผู้หญิงคนนั้นได้ยินเสียงพระเอกก็สะดุ้งเล็กน้อย ค่อยๆเงยหน้ามองมาที่ผมพักหนึ่ง ก่อนเดินเตาะแตะไปหลบหลังเสา

“อ้าว…?”

หนีไปแล้วรึเปล่า สงสัยจะตกใจที่จู่ๆเข้าไปทัก

“ขอโทษด้วยนะที่ทักไปกระทันหัน”

เนื่องจากว่าน้องเป็นเด็กเล็ก ผมเลยลดโทนเสียงให้อ่อนโยนลงมากกว่าเดิมและลองคุยกับเธออีกครั้ง

พอลองทำแบบนี้ น้องก็ค่อยๆโผล่หน้ามาจากหลังเสา สบสายตากับผม

ผมลองส่งยิ้มให้น้อง

ดูเหมือนวิธีนี้จะได้ผล น้องเริ่มโผล่หน้าให้เห็นมากขึ้นแล้วทักผมกลับ 

“คุณเป็นใคร…?”

“ผมชื่ออากิฮิโตะ น้องชื่ออะไรครับ”

“……..”

พอลองถามชื่อ น้องเริ่มโผล่หน้าเต็มๆ สบตากับผมก่อนเอ่ยปาก

“เอมม่า…”

“เอมม่าใช่มั้ยครับ อืม แล้วคนชื่อล็อตตี้ตอนนี้เขาไม่อยู่ใช่มั้ย”

“ล็อตตี้ไม่อยู่…”

“อืม ไม่อยู่เนอะ พอจะนึกออกมั้ยว่าล่าสุดล็อตตี้เขาอยู่ที่ไหน?”

“ล็อตตี้ไม่อยู่……. แงงงงงงงงงงงงงง” 

ปัญหามันเริ่มยากละ เพราะน้องเป็นเด็ก สาเหตุที่ร้องไห้ก็ยังหาไม่เจอ แถมจะสื่อสารให้ชัดเจนแบบผู้ใหญ่คุยกันก็เป็นเรื่องลำบากอีก

งั้นก่อนอื่นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ ทำยังไงก็ได้ให้น้องหยุดร้องก่อน

จะให้ขนมก็ไม่ได้ซื้อพกติดตัวมาด้วย โชคดีว่าเมื่อก่อนตอนนั่งรถไฟ ผมเคยเห็นคุณแม่เขาเปิดสมาร์ทโฟนให้ลูกดูเพื่อปลอบลูกที่กำลังร้องไห้ให้หยุดร้อง

ถ้าจำไม่ผิด คลิปที่แม่เขาเปิดให้เด็กดูอันนั้นคือเจ้านี่

“เอมม่าจัง ลองดูนี่สิครับ”

ผมค่อยๆยื่นสมาร์ทโฟนไปให้เอมม่า หันหน้าจอให้ดูคลิปวีดีโอ

ทันทีที่เอมม่าเห็นภาพในสมาร์ทโฟน อารมณ์ของน้องก็แจ่มใสขึ้นทันตาเห็น

“น้องแมว…”

“เอมม่าจังชอบแมวใช่มั้ยครับ”

“อืม เอมม่าชอบแมวที่สุดเลย” 

ผมส่งสมาร์ทโฟนให้เอมม่าถือ น้องก็อารมณ์ดีจนส่งยิ้มและเสียงหัวเราะน่ารักๆออกมา

โอเค แก้ปัญหาเรื่องแรกสำเร็จ ต่อไปคือเรื่องตามหาคนชื่อล็อตตี้ จะไปส่งตำรวจก็เปล่าประโยชน์ เพราะถ้าตำรวจสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย มีทางเดียวคือผมต้องหาล็อตตี้ให้เจอ

จะว่าไป เด็กคนนี้ก็หน้าตาคุ้นๆเหมือนใครสักคน โดยเฉพาะผมสีเงิน 

ใช่แล้ว ชาร์ล็อต นักเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ก็ผมสีเงินเหมือนกัน

แล้วก็ชื่อล็อตตี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นชื่อเล่นของเธอด้วย ผมจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือ ชาวต่างชาติมักจะเรียกชื่อเล่นเฉพาะ และถ้าเอมม่าตามหาแม่ เธอน่าจะใช้สรรพนามในการเรียกว่า มัม (mom) มากกว่า

“เอมม่าจัง ลองบอกชื่อนามสกุลเต็มทั้งหมดให้ฟังได้มั้ย”

” ชื่อนามสกุลหนูคือ เอมม่า เบนเนต”

emma bennet

โอเค  ตอนนี้รู้ตัวแล้วว่าต้องหาใคร ทีนี้ถ้าจะไปเจอล็อตตี้ ผมคิดว่าลองแวะกลับไปที่โรงเรียนก่อนน่าจะดี

“เอมม่าจัง ไปพบล็อตตี้กันเลยมั้ย”

“จะได้เจอ..ล็อตตี้เหรอ”

“คิดว่านะ แต่เชื่อว่าได้เจอแน่นอน

เอมม่าเมื่อได้ฟังว่า จะได้เจอล็อตตี้แล้วก็ดีใจอย่างเห็นได้ชัด

“งั้นไปกันเถอะครับ”

“………”

“เอมม่าจัง?”

น้องไม่ยอมเดินตามผม และแสดงท่าทีเหมือนตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพูดอยู่หลายวินาที

“ไม่สบายรึเปล่าครับ เป็นอะไรรึเปล่า?”

ผมพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ทำให้เด็กตกใจ

เอมม่าเงยหน้าสบตาผม ลังเลนิดนึง สูดลมหายใจเข้า มือข้างหนึ่งยังถือโทรศัพท์ของผม อีกมือหนึ่งยื่นมาข้างหน้า

“อื้อ..!”

“ต้องการอะไรครับ..”

“มือ”

“อ้อ ให้จูงมือใช่มั้ยครับ”

พอฟังคำตอบผม เอมม่ามีสีหน้าแจ่มใสขึ้นมาก

“อื้มมมมม…”

ผมก็เกิดอาการสตันนิดหนึ่ง คือจับมือเด็กที่สีผมสีเงินนี่มันโดดเด่นมาก แถมมีโอกาสที่จะถูกเข้าใจผิด มองว่าผมลักพาตัวเด็กได้ด้วยแม้ว่าผมจะใส่เครื่องแบบนักเรียนก็ตาม

“……..”

“ฮืออ….”

ระหว่างที่ผมไตร่ตรอง แววตาของเอมม่าก็เริ่มจ๋อย ดูแล้วเหมือนสัตว์ตัวน้อย

…….ช่างแม่มเหอะ ก็แค่จูงมือ

พอคิดดูแล้ว ถ้าสมมติไม่จูงมือ เกิดน้องวิ่งไปเจอรถเฉี่ยวชนขึ้นมาจะยิ่งแย่กว่า การจูงมือมันก็มีประโยชน์มากกว่าเสียละกัน

ยิ่งสบสายตากับท่าทางของน้องที่สลดก็ยิ่งทนไม่ไหว สุดท้ายผมก็ตัดสินใจว่าจะจูงมือเอมม่า

“ฮืม”

เอมม่าหัวเราะไปด้วย มือหนึ่งก็จับมือผม ส่วนสายตาก็ยังไม่ละไปจากหน้าจอมือถือที่ตัวเองถืออีกข้าง

ก็เป็นผลลัพธ์ที่ไม่เลว ตัวเอมม่าก็มีท่าทีผ่อนคลายสบายใจ ผมก็ลดความกังวลเรื่องความปลอดภัยไปด้วย

ระหว่างผมเดินกลับโรงเรียน ก็ลดฝีเท้ากับระยะก้าวลงเพื่อให้เอมม่าเดินตามผมทัน

“เอมม่าจัง เดินดูทางด้วยนะครับ ดูแต่แมวล้วนๆระวังเกิดอุบัติเหตุนะ”

จริงๆตอนแรกผมกะจะเอาสมาร์ทโฟนคืน แต่พอทำท่าจะเอา เท่าน้นแหละ เอมม่าทำหน้าและแววตาเหมือนบ่อน้ำตาจะแตก ผมเลยตัดสินใจให้น้องถือต่อไป

ดูเหมือนว่าน้องจะชอบแมวมากจริงๆแหละ

จากที่สังเกต เอมม่าจะเงยหน้าหันมาหาผมเมื่อผมส่งเสียงทัก นอกนั้นคือตาดูแต่คลิปแมวล้วนๆ

ทว่า…

“อื้อ….!”

ระหว่างที่ผมกำลังคิดเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเรียก เมื่อหันกลับไปหาต้นเสียงก็พบว่า เอมม่ากำลังเงยหน้ามองมาทางคอผม

“อุ้มหน่อย”

เอมม่าจังส่งเสียงหวาน อ้อนผม

อุ้มหน่อย

เอาไงดีล่ะ

คือถ้าเป็นคนปกติทั่วไป ผมไม่มีปัญหากับการอุ้ม เพราะคนภายนอกคงมองว่าเป็นพี่ชายอุ้มน้องสาว แต่ทีนี้คือเอมม่ามีผมสีเงิน แถมสีตาก็บอกชัดด้วยว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่น ถ้าอุ้มนี่ก็เตรียมเผชิญสายตาคนรอบข้างที่จ้องมองซุบซิบแน่

ผมลองสบตากับเอมม่าอีกครั้ง

ตอนนี้น้องทำท่าเหมือนจะร้องไห้อีกแล้ว

……..ต้องใช้คำว่า ช่างแม่มอีกละสินะ

จะให้เอมม่าร้องไห้ก็ใช่เรื่อง ผมเลยตัดสินใจอุ้มน้อง

น้ำหนักน้องเบากว่าที่ผมคิด ฉะนั้นการอุ้มน้องไปด้วยเดินไปโรงเรียนด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก

“ฮะฮะฮะ”

ระหว่างอุ้มไปด้วยเดินไปด้วยก็ได้ยินเสียงหัวเราะแก้มป่องแสดงความดีใจของเอมม่า เอาแก้มซุกกับผม นี่คงเป็นวิธีการอ้อนของเจ้าตัวล่ะมั้ง

หลังจากอากิฮิโตะกลับมาที่โรงเรียน พบว่ายังมีอาจารย์มิยุอยู่ ถือว่าโชคดีมาก เพราะเธอน่าจะมีช่องทางติดต่อชาร์ล็อต

พออาจารย์มิยุเจอพวกอากิฮิโตะก็จะมีทักทายเอมม่านิดหน่อย เอมม่าก็ถามพระเอกว่าเธอเป็นใคร พอตอบว่าเป็นอาจารย์ แล้วย้อนกลับว่าเอมม่ารู้ความหมายของอาจารย์มั้ย เธอก็ตอบได้ถูกต้อง อากิฮิโตะก็จะชมน้องในความรอบรู้และลูบหัว น้องเลยยิ้มแป้นถูกใจ อาจารย์มิยุเห็นภาพนี้ยังชมว่า น้องน่ารักเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆเลย

จากนั้น อากิฮิโตะก็จะอธิบายว่าเธอน่าจะเป็นน้องสาวของชาร์ล็อต ซึ่งอาจารย์มิยุก็บอกว่า เธอติดต่อหาชาร์ล็อตไปเรียบร้อยตั้งแต่เห็นพระเอกอุ้มเด็กเข้ามาในห้องแล้ว

หลังจากรอได้ประมาณ20 นาที ชาร์ล็อตก็จะเข้ามาในห้อง อากิฮิโตะก็จะนึกในใจว่า ภาพลักษณ์ชาร์ล็อตที่เห็นตอนนี้ แตกต่างกับชาร์ล็อตตอนแนะนำตัวมาก สภาพเธอเปื้อนเหงื่อโทรม หายใจหอบแรง ซึ่งก็ไม่น่าแปลกหากมองว่าเธอทุ่มกำลังสุดตัวตามหาน้องสาวตัวเอง

“เอมม่า! เอมม่าอยู่ที่ไหนรึคะ”

“ใจเย็นๆนะชาร์ล็อต น้องสาวเธอนอนหลับอยู่ตรงโน้น”

อาจารย์มิยุชี้ไปข้างหลังเธอ เอมม่าคงจะเหนื่อยเลยหลับไปบนเก้าอี้ไม่นานมานี้

พอเห็นว่าน้องสาวไม่เป็นอะไรแล้ว เธอก็ทรุดตัวกับพื้น น้ำตาแห่งความโล่งใจคลอเบ้านิดๆ

อากิฮิโตะบอกว่า เขาเข้าใจความรู้สึกดีว่าถ้าเป็นตัวเขาเองออกตามหาน้องสาวแบบที่ชาร์ล็อตทำแล้วเจอก็คงมีสภาพไม่ต่างจากชาร์ล็อต

พูดจบแล้วอากิฮิโตะก็ยื่นมือไปช่วยพยุงให้ชาร์ล็อตลุกขึ้นยืน ชาร์ล็อตส่งยิ้มให้

“ขอบคุณนะ..อ๊ะ ขอโทษนะจ๊ะ”

ชาร์ล็อตผละตัวออกห่างจากเด็กหนุ่มหลังยืนขึ้น อากิฮิโตะก็จะงงๆว่าเกิดอะไรขึ้น ตัวเขาทำเสียมารยาทอะไรมั้ย แต่พอดูหน้าชาร์ล็อต เธอหน้าแดงด้วยความอายพลางเอ่ยปาก

“ต..ตอนนี้ชั้นเต็มไปด้วยเหงื่อแต่ไปจับมือเธอ ต้องขอโทษด้วยนะจ๊ะ”

อากิฮิโตะก็คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ต้องใส่ใจจึงกล่าว

“อย่าคิดมากครับ เหงื่อของคุณคือหลักฐานว่าคุณตามหาน้องสาวอย่างจริงจังมากแค่ไหน”

อากิฮิโตะพูดจบพลางส่งยิ้มให้ แต่ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตะหงิดใจว่าทำไมชาร์ล็อตจ้องหน้าเขานานจัง

“…..”

“คุณชาร์ล็อตครับ”

“คือว่า….อาโอยางิคุงอ่อนโยนจังเลยนะคะ”

ชาร์ล็อตกล่าวชมพลางส่งรอยยิ้มให้ เล่นเอาอากิฮิโตะใจเต้น เธอกล่าวเพิ่ม

“นอกจากนี้ อาโอยางิคุงยังเป็นคนช่วยเหลือเอมม่า ชั้นต้องขอบคุณในเรื่องนี้อย่างสุดซึ้งด้วยค่ะ”

คำพูดอันสุภาพของชาร์ล็อต ทำให้อากิฮิโตะแปลกใจว่า ใครสอนภาษาญี่ปุ่นให้เธอ เพราะคำศัพท์ที่เธอใช้ให้ความรู้สึกถึงความเป็นลูกคุณหนู และไม่ได้เรียนมาอย่างผิวเผินแน่ แต่จะถามเรื่องนี้ก็คงดูแปลก และมีเรื่องหนึ่งที่สะกิดใจมากกว่า

“คุณรู้จักชื่อผมด้วยเหรอครับ”

อากิฮิโตะจำได้ว่าเพื่อนในคลาสเรียน หรือ แม้แต่อาจารย์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อเขาสักคำ ตัวเขาก็ไม่ได้แนะนำตัวด้วย

“อ๋อ อาจารย์ฮานาซาว่า(ชื่อเต็มอาจารย์คือ ฮานาซาว่า มิยุ)เคยบอกชั้นว่า ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนเมื่อไรให้ลองไปขอความช่วยเหลือจากคุณอาโอยางิดู พอชั้นเห็นเธอ ชื่อนี้เลยปรากฏขึ้นมาในหัว ซึ่งก็เป็นไปตามที่อาจารย์ว่าไว้ไม่ผิดว่า อาโอยางิคุงเป็นคนที่พึ่งพาได้จริงๆ”

อากิฮิโตะถูกชมโดยไม่ทันตั้งตัวก็เขินจนเสหน้ามองทางอื่น เขาไม่นึกว่าอาจารย์มิยุจะกล่าวถึงเขาให้ชาร์ล็อตฟังในเรื่องแบบนี้

“ว้าว ไอ้การเห็นนายเขินหน้าแดงขนาดนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ภาพหายากสุดๆนะ”

อาจารย์มิยุแซวอากิฮิโตะ ตอนแรกอากิฮิโตะก็ซาบซึ้งในคำพูดอาจารย์อยู่หรอก แต่พอโดนแซวเท่านั้นแหละก็เลิกซึ้งทันที

“ยุ่งน่าอาจารย์ ใครบอกว่าผมเขิน”

“โฮะโฮะโฮะ ถ้าพูดขนาดนั้นงั้นขอถ่ายรูปเธอตอนนี้คงไม่ขัดศรัทธาสินะ”

“พอเลยครับ ขอเหอะอาจารย์”

อากิฮิโตะกล่าวเพิ่มเติม

“ในเมื่อคุณชาร์ล็อตมาแล้ว งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะครับคุณชาร์ล็อต อ้าว….เอมม่า?”

อากิฮิโตะกะจะรีบพูดรีบชิ่งหนีอาจารย์แซว แต่ไม่ทันสังเกตว่า เอมม่าเข้ามาเกาะชายเสื้อตั้งแต่เมื่อไร

“อากิฮิโตะจะไปไหนเหรอ..?”

เอมม่าส่งเสียงงัวเงีย เงยหน้ามองผม

“ขอโทษนะครับ ผมจะกลับบ้านก่อน แล้วก็พี่สาวของเอมม่า คุณชาร์ล็อตเขามารับแล้ว คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรแล้วนะ”

อากิฮิโตะส่งยิ้มให้ เอมม่าเริ่มหันซ้ายขวา จนเห็นชาร์ล็อต

“ล็อตตี้!”

เอมม่าดีใจมาก สงเสียงเรียกชื่อเล่นพี่สาวเธอ ผมก็อุ่นใจและคิดว่าเอมม่าจะวิ่งไปหาพี่เธอแต่ผิดคาด เธอยังเกาะชายเสื้อผมไม่ปล่อย

“………”

“คุณชาร์ล็อตครับ?”

อากิฮิโตะลองเรียกชาร์ล็อตดู เพราะแปลกใจที่เห็นเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“อ๊ะ เปล่าจ๊ะ คือแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเอมม่าทำแบบนี้”

“งั้นเหรอครับ…?”

“ใช่จ๊ะ แล้วก็ขอถามนิดหนึ่ง ชื่อเต็มของเธอคือ อาโอยางิ อากิฮิโตะใช่มั้ยจ๊ะ”

“ก็ใช่ครับ…มีอะไรรึเปล่า?”

“คิดไว้ไม่ผิดจริงด้วย…”

ผมเห็นท่าทางของเธอดูแปลกๆ บอกไม่ถูก จากนั้นชาร์ล็อตบอกกับเอมม่าว่า

“เอมม่าจ๊ะ ต่อไปให้เรียกคนๆนั้นว่าโอนี่จังนะ”

“โอนี่…จัง?”

อากิฮิโตะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆชาร์ล็อตถึงให้เอมม่าเรียกเขาว่า โอนี่จัง

“เอ่อ คุณชาร์ล็อตครับ?”

“อ๊ะ ขอโทษด้วยนะจ๊ะ ชั้นจำได้ ในกรณีแบบนี้ วัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้เรียกผุ้ชายที่อายุมากกว่าโอนี่จังถูกมั้ย”

อย่างนี้นี่เอง ก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมแหละ ถ้าเป็นต่างชาติจะเรียกเป็นชื่อไปเลย แต่ญี่ปุ่นจะมีบริบทต่างกัน แม้ว่าอากิฮิโตะจะปฏิเสธบอกว่าให้เรียกแบบไหนก็ได้ แต่ชาร์ล็อตบอกว่า ต่อจากนี้ต้องมาอยู่ญี่ปุ่นก็อยากให้น้องชินกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย ไม่งั้นจะมีปัญหาในการใช้ชีวิตตอนหลัง ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน อากิฮิโตะก็ยอมให้เอมม่าเรียกโอนี่จัง ส่วนตอนนี้เอมม่าก็กำลังทบทวนคำว่าโอนี่จังซ้ำไปมา ราวกับว่าจะให้คำนี้จารึกในหัว

หลังจากที่ท่องจำจนขึ้นใจ เอมม่าก็ส่งเสียงเรียกด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสุดน่ารัก

“โอนี่จัง”

ปกติชีวิตก็มีคนเรียกคำนี้อยู่บ้างแหละ แต่พอเป็นเอมม่า เด็กน้อยสุดน่ารักเรียกชื่อนี้ มันก็ทำให้รู้สึกใจฟูมากกว่าปกติ อากิฮิโตะส่งยิ้มอารมณ์ดี เอามือลูบหัวเอมม่า

“เรียกโอนี่จังได้แล้วเนอะ แล้วก็เดี๋ยวโอนี่จังเค้าจะกลับบ้านแล้ว เอมม่าก็ปล่อยมือจากเสื้อโอนี่จังได้แล้วนะ”

“ไม่เอา”

“เอมม่า ไม่กลับบ้านกับพี่เหรอ”

“เอมม่า…จะอยู่กับโอนี่จัง…จะกลับบ้านพร้อมโอนี่จัง..”

“หืออออออ???

คำพูดของเอมม่าทำเอาทุกคนในห้องตะลึง ยกเว้นคนเดียวเท่านั้นคืออาจารย์มิยุที่ยิ้มอย่างมีเลศนัย

“อย่างนี้นี่เอง ถ้างั้นก็อาโอยางิ กลับบ้านด้วยกันพร้อมเอมม่าเลย”

“พูดเป็นเล่นน่าอาจารย์ ให้กลับด้วยกันจริงดิ”

“แล้วติดปัญหาอะไรล่ะ”

“ผมจะรู้มั้ยว่าบ้านน้องกับบ้านผมอยู่ที่ไหน เผลอๆอยู่คนละโยชน์ขึ้นมาผมก็ลำบากนะ”

อาจารย์มิยุฟังคำตอบผม เธอก็ยังคงส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้อยู่ดี

“เอาน่าอาโอยางิ เชื่ออาจารย์ ลองกลับบ้านด้วยกันดูสิ อาจารย์รับประกันว่าเดี๋ยวมีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นแน่นอน”

“หาาา?”

อากิฮิโตะคิดว่าการกลับบ้านด้วยกันกับสองสาว ถึงจะได้รับคำจากอาจารย์แต่ก็ไม่จำเป็นว่าชาร์ล็อตจะเห็นด้วยเรื่องนี้ เธออาจจะแย้งก็ได้

แต่พอเหลือบไปมองหน้าชาร์ล็อตก็พบว่าเธอไม่ได้มีท่าทีปฏิเสธการกลับบ้านด้วยกันแต่อย่างใด

“อาโอยางิคุง ถ้าไม่รังเกียจ กลับบ้านด้วยกันมั้ยจ๊ะ”

“พูดจริงรึครับ”

“จริงสิจ๊ะ รบกวนด้วยนะคะ”

ในหัวอากิฮิโตะมีคำถามร้อยแปดพันเก้าเต็มไปหมด แต่เชื่อว่าถึงถามไปตอนนี้ก็คงไม่เกิดมรรคผลแต่อย่างใด คิดๆแล้วก็ล้าเต็มทน งั้นก็ปล่อยเลยตามเลยละกัน ฉะนั้นตอนนี้ก็เหลือคำตอบเดียวเท่านั้น

“โอเคครับ”

***

นี่ผมฝันไปรึเปล่า
ผมกำลังเดินกลับบ้านด้วยกันกับสาวงามนักเรียนชาวต่างชาติที่เพิ่งย้ายมาวันแรก

ขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆก็ได้ยินเสียงชาร์ล็อต
“เป็นอะไรคะเอมม่า”
เอมม่ากระตุกแขนเสื้อผม สักพักเธอผายมือสองข้าง
“อุ้มหน่อย”
กะแล้วเชียวว่าเด็กเพิ่งตื่น ไม่น่าจะมีแรงเดินไหว
ทีนี้ปัญหาคือจะให้อุ้มต่อหน้าพี่สาวจะได้รึเปล่า
ผมเหลือบตามองชาร์ล็อต
เธอส่ายหน้าปฏิเสธ
“เอมม่า อย่าไปรบกวนอาโอยางิคุงสิ หนูเดินไหวอยู่แล้วเนอะ”
ชาร์ล็อตนั่งยอง สบสายตาระดับเดียวกับเอมม่า กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ดูเหมือนว่าเอมม่าจะไม่ยอมรับง่ายๆ น้องส่ายหน้าปฏิเสธ และหันมามองผม ด้วยแววตาที่มีน้ำเสียงว่า “อุ้มหนูหน่อยน้า”

เจอสายตาอ้อนวอนจากเด็กน่ารักแบบนี้เป็นใครก็ยากจะปฏิเสธจริงๆ
“ไม่เป็นไรครับคุณชาร์ล็อต ผมอุ้มเอมม่าไหว น้องน้ำหนักตัวเบา แต่ก็นะ ถ้าคุณไม่อยากให้ผมอุ้มน้องสาว คุณสามารถบอกผมได้นะครับ”

“ไม่หรอกค่ะ ไม่ได้มีความคิดแบบนีั้นเลย ชั้นแค่ไม่อยากรบกวนอาโอยางิคุงไปมากกว่านี้”
“สบายมากครับ แล้วก็ถ้าผมอุ้มเธอ พวกเราจะเดินกลับถึงบ้านไวกว่าด้วย”
ปกติผมคิดว่าน้องคงเดินไหวแหละ แต่วันนี้เอมม่าเป็นเด็กหลงทางมา น่าจะใช้แรงกายเยอะ ฉะนั้นถ้าผมอุ้ม จะไวกว่าและน้องจะได้พักผ่อนเร็วๆด้วย

ผมเอ่ยความคิดเรื่องนี้ให้ชาร์ล็อตฟัง สุดท้ายเธอก็ยินยอม และผมก็อุ้มเอมม่า
“ฮะฮะฮะ”
พอถูกอุ้มเท่านั้นแหละ เอมม่าเปล่งเสียงแสดงความดีใจมากๆ ดูเหมือนว่าน้องจะชอบให้คนอุ้มมากๆ
“ขอโทษอาโอยางิคุงด้วยนะ ไว้กลับถึงบ้านชั้นจะอบรมเอมม่าเรื่องนี้”
“อย่าเลยครับ เรื่องมันจิ๊บจ๊อย สบายๆครับ”
“ฮะฮะ อาโอยางิคุงเป็นคนอ่อนโยนจริงด้วย”

เจอน้องเอมม่าอ้อนผมก็ดีใจแล้ว มาเจอชาร์ล็อตกล่าวชมอีกผมยิ่งดีใจคูณสองเลย

ขณะที่ผมกำลังจะสนทนากับชาร์ล็อตต่อ เอมม่ากล่าวขัดขึ้น
“บู่…..พวกโอนี่จังคุยเรื่องอะไร เอมม่าไม่เข้าใจเลย”
ผมก็ลืมไปว่าตอนคุยกับชาร์ล็อต ผมกับเธอใช้ภาษาญี่ปุ่นสนทนากัน เลยกลายเป็นว่าเอมม่าเป็นคนเดียวที่ไม่รู้ว่าพวกผมคุยอะไรกัน
“ขอโทษนะ เดี๋ยวจากนี้พวกพี่จะใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารแล้วกันนะ”
ผมกล่าวขอโทษเอมม่า

“ขอบคุณนะ อาโอยางิคุง ภาษาอังกฤษของอาโอยางิคุงสื่อสารได้ดีจริงๆ”
ทางด้านชาร์ล็อตก็กล่าวชมผมและเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเช่นกัน

“คุณชาร์ล็อตเองก็เก่งญี่ปุ่นไม่ต่างกันนะครับ”

ทั้งสองคนจะกล่าวชมภาษากันและกัน และมีถามเรื่องว่าไปเรียนจากไหน ทางชาร์ล็อตบอกว่า ครอบครัวเป็นคนสอน อากิฮิโตะก็จะคิดในใจว่า ชาร์ล็อคคงเป็นลูกคุณหนูร่ำรวย และถ้าครอบครัวสอนภาษาญี่ปุ่นได้คงไม่ใช่คนธรรมดา แต่จะให้ถามเจาะลึกไปมากกว่านี้ก็ดูเสียมารยาท ระหว่างที่คิดอยู่ เอมม่ากล่าวแทรกขึ้นมา
“เอมม่าอยากพูดภาษาญี่ปุ่นบ้าง”

“ไม่ต้องกังวลครับ เดี๋ยวเอมม่าก็พูดภาษาญี่ปุ่นได้ครับ”

“จริงเหรอ..?”
“อืม จริงสิครับ”
“เย่!”
เอมม่าแสดงความดีใจเมื่อได้ยินคำพูด ซุกหน้าเข้ากับ อกผมราวกับน้องเป็นลูกแมว
ถ้าเธอมีพี่สาวแบบชาร์ล็อตที่พูดญี่ปุ่นได้ระดับสื่อสารไหลลื่น รู้สำนวนลึกซึ้ง ยังไงไม่นานเอมม่าก็ต้องพูดได้แน่นอนขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“…….”
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
ผมสังเกตเห็นชาร์ล็อตทำท่าเหมือนติดใจอะไรบางอย่างเลยเอ่ยปากถาม

“เปล่า แค่เห็นเอมม่าทำท่าอ้อนได้ขนาดนี้เลยรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย”

“น้องอาจจะติดคนง่ายมั้งครับ”
“ไม่หรอกค่ะ จริงๆถ้ามองจากมุมมองคนทั่วไปก็น่าจะรู้สึกได้ว่า เอมม่าเป็นเด็กที่ไม่ได้ติดคนง่ายๆ ชั้นไม่เคยเห็นเอมม่าอ้อนใครแบบนี้นอกจากคนในครอบครัวมาก่อน”

ผมตะลึงในคำตอบของชาร์ล็อตเพราะคาดไม่ถึง เนื่องจากตอนเอมม่าอยู่กับผม ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้องเป็นคนแบบที่ชาร์ล็อตกล่าว
“ฮะฮะฮะ”
เอมม่าเปล่งเสียงหัวเราะน่ารักก่อนซบหน้าลงกับอกผมอีกครั้ง

น้องน่ารักมากจนผมลูบหัวเธอ พอถูกลูบหัวน้องยิ่งทำท่าอ้อนผมยิ่งกว่าเดิม
“ชั้นอยากรู้เลยว่าอาโอยางิคุงใช้วิธีไหนถึงทำให้เอมม่าติดเธอได้ขนาดนี้”
“ผมก็แค่เปิดคลิปแมวให้น้องดูนะครับ”
“แค่นั้นเองเหรอ ถึงเอมม่าจะชอบแมวมากก็เถอะแต่ก็ไม่คิดว่าวิธีนั้นจะทำให้ติดเธอได้นะ”
ตอนแรกชาร์ล็อตก็ติดใจ อยากจะหาคำตอบในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็เลิกสนใจ เปล่งเสียงหัวเราะน่ารัก
“จริงๆข้อสรุปมันก็อาจจะเป็นแค่ อาโอยางิคุงเป็นคนใจดีมากๆเท่านั้นก็ได้นะ”

“ง..งั้นเหรอครับ”

อาโอยางิเห็นชาร์ล็อตหัวเราะก็เกิดอาการใจเต้นตึกตัก
การที่เธอประเมินค่าเขาไว้สูงมันทำให้อาโอยางิรู้สึกดีใจมาก

หลังจากนั้นพวกผมสามคนก็เดินกลับบ้านด้วยกันเรื่อยๆ ระหว่างที่อาโอยางิกำลังรู้สึกว่าอยากจะให้ช่วงเวลานี้อยู่ไปนานๆ ทว่า..
“เอ่อ คุณชาร์ล็อตครับ ทำไมอยู่ๆคุณถึงเว้นระยะห่างจากผมรึครับ”

อาโอยางิถามด้วยความสงสัยเพราะว่าเดินอยู่ด้วยกันดีๆ จู่ๆชาร์ล็อตเว้นระยะเดินด้วยกันซะงั้น ไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไป

“คือว่า…ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรพิเศษหรอกค่ะ”
ถึงจะบอกว่าไม่มีเหตุผล แต่อยู่ๆถ้าถูกสาวงามที่เดินด้วยกันแต่แรกแล้วเว้นระยะห่างดื้อๆ เป็นใครก็เฟล หรือเธอไม่อยากจะเดินด้วยกันกับเรารึเปล่า

“ขอโทษนะคะ”
“ท..ทำไมขอโทษผมล่ะครับ”
“คือว่าชั้นไม่อยากให้เธอรู้สึกไม่ดี”

ท่าทางและน้ำเสียงขอโทษของเธอจริงจังมาก แต่นั่นยิ่งเพิ่มความสงสัยให้อาโอยางิ

“ถ้างั้นทำไมถึงเว้นระยะล่ะครับ”
ชาร์ล็อตหลบตาอาโอยางิ สีหน้าดูลำบากใจและลังเลที่จะตอบคำถามนี้ แต่สุดท้ายชาร์ล็อตก็ตอบด้วยสีหน้าแดงจัด และน้ำเสียงที่ขวยเขิน
“ชั้นเพิ่งนึกออกว่าวันนี้ชั้นวิ่งวุ่นทั้งเย็นจนเหงื่อท่วมตัวไปหมด ก็เลย..รู้สึกอายค่ะ”

อ้ออ ก็สมเป็นเด็กผู้หญิงล่ะนะ ที่แท้เธอกังวลเรื่องกลิ่นตัวแน่ แต่ว่าท่าทางขวยเขินของเธอมันน่ารักมาก สาวน้อยนักเรียนชาวต่างชาติทำท่าเขินมันไม่ใช่ภาพที่หาดูได้ง่าย แต่ผมมีโอกาสได้เห็นมัน เล่นเอาผมแทบจะลืมหายใจ

กลัวเหม็นเหงื่อ

สรุปว่าด้วยความกังวลเรื่องกลิ่นเหงื่อ ชาร์ล็อตจึงแยกห่างจากอากิฮิโตะ ต่างคนต่างไม่กล้าสบตา ส่วนน้องเอมม่าก็เริ่มผล็อยหลับไปแล้ว

ทีนี้พออากิฮิโตะจะเริ่มทำลายบรรยากาศตรงนี้ก็พยายามจะเอ่ยปากสนทนา แต่ชาร์ล็อตก็เอ่ยเหมือนกัน กลายเป็นว่าต่างคนต่างบอกว่า ขอฟังอีกฝ่ายพูดก่อน สรุปอากิฮิโตะเปิดด้วยคำถามง่อยๆว่า ชินกับคลาสแล้วรึยัง คำตอบของชาร์ล็อตคือ เพิ่งย้ายมาเลยยังไม่ชิน ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้วว่า คนเพิ่งย้ายมาเรียนวันแรก ใครมันจะไปชิน

ในขณะที่พระเอกบ่นกับตัวเองว่ากุถามอะไรโง่ๆไปได้ไงวะ ชาร์ล็อตเอ่ยปากกล่าว

“วันนี้ขอบคุณมากนะคะ”

ผมคิดว่าคำขอบคุณอันนี้คือพูดถึงเรื่องเอมม่าจึงตอบไปว่า

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ที่ช่วยเอมม่ามันคือเรื่องบังเอิญ และคุณก็พูดขอบคุณผมไปก่อนหน้าแล้ว”

“เปล่า อันนี้ไม่ใช่คำขอบคุณเรื่องเอมม่าแต่เป็นเรื่องของตัวชั้นเอง”

สิ่งที่เธอกล่าวถึงคือเรื่องที่อากิฮิโตะรับบทเป็นตัวร้ายในห้อง พูดตัดบทคนในชั้นเรียนเรื่อง ชวนชาร์ล็อตไปงานเลี้ยงต้อนรับ

“ตอนที่ถูกชวนไปงานเลี้ยงต้อนรับกัน ชั้นดีใจมาก แต่ว่าเอมม่ารอชั้นอยู่ที่ห้องตามลำพัง และถ้าพาเธอมาในงานเลี้ยงต้อนรับที่มีแต่คนพูดภาษาญี่ปุ่น เกรงว่าน้องคงจะกลัวมาก ก็เลยอยากจะปฏิเสธแต่ก็ไม่กล้าพูด จนอาโอยางิคุงออกหน้ารับบทตัวร้ายแทน ชั้นต้องขอโทษเธอในเรื่องนี้จริงๆ”

ชาร์ล็อตกล่าวจบ โค้งคำนับให้แก่อาโอยางิ

ส่วนตัวอากิฮิโตะ ที่ทำไปก็แค่ทำตามใจเท่านั้น แต่ไม่นึกว่าชาร์ล็อตจะรู้สึกรับผิดชอบในสิ่งที่อากิฮิโตะทำ เขาจึงกล่าว

“ไม่ต้องใส่ใจเรื่องนั้นหรอกครับ ก็แค่ฟีลลิ่งผมอยากทำอะไรผมก็ทำเลย ถ้าคุณรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ กลายเป็นว่าตัวผมจะหนักใจมากกว่าอีก”

“….อาโอยางิคุงเป็นคนอ่อนโยนจริงด้วย เข้าใจละ ชั้นจะไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจนะ แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เธอก็ต้องให้ชั้นทำอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนเรื่องนี้นะ”

ชาร์ล็อตหัวเราะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน สำหรับอากิฮิโตะที่ใช้ชีวิตมาโดยแทบไม่เจอคนซาบซึ้งในสิ่งที่เขาทำ เล่นเอาอากิฮิโตะคิดว่าเธอเป็นนางฟ้า ที่เปล่งประกาย จนเขาเขิน ไม่กล้าสบตา

หลังจากคุยกันได้สักพัก อากิฮิโตะเดินทางกลับมาถึงแมนชั่นที่พักตัวเอง

“..เอ่อ.. พวกคุณชาร์ล็อตจะเข้าไปด้วยรึครับ”

“ใช่ค่ะ”

พอฟังคำตอบ อากิฮิโตะก็งง ทำไมชาร์ล็อตถึงหัวเราะและจะเข้าไปแมนชั่นด้วยกัน หรือนี่คือความเฟรนด์ลี่สไตล์ชาวต่างชาติ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็เดินเข้าตึกไปด้วยกัน โดยอากิฮิโตะนำหน้าไปก่อนขึ้นบันไดไปชั้นสามและชาร์ล็อตตามมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“ที่นี่คือห้องผมนะครับ”

“ค่ะ อ้อ ช่วยรอสักครู่นะ ขอหยิบกุญแจเปิดห้องก่อน”

เปิดห้อง? นี่มันเรื่องอะไรกัน จะว่าไป ทำไมเธอถึงมีกุญแจแมนชั่นด้วยล่ะ

ชาร์ล็อตไขกุญแจห้องเปิดห้องติดกับห้องอากิฮิโตะ หันมากล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ฮะฮะ ที่จริงแล้วชั้นพักอาศัยอยู่ข้างห้องของอากิฮิโตะค่ะ”

อากิฮิโตะนึกออกถึงคำพูดของอาจารย์มิยุที่บอกว่า ให้กลับไปบ้านด้วยกันแล้วเดี๋ยวจะมีเรื่องสนุกแน่ ที่่แท้คือเรื่องนี้นี่เอง

จบ CH 1

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม