Otonari asobi เล่ม 1 ch4 สิ่งโปรดปราน

อ่าน Otonari Asobi 迷子になっていた幼女を助けたら、お隣に住む美少女留学生が家に遊びに来るようになった件について แปลไทย  CH4 สิ่งโปรดปราน

วันรุ่งขึ้น ในคาบเรียนโฮมรูมสั้นๆของอาจารย์มิยุ

ระหว่างนั่งฟัง ผมรู้สึกได้ถึงสายตาบางคน พอหันไปดูต้นทางคือชาร์ล็อตนั่นเอง

“..”

พอสบตาเธอ ชาร์ล็อตส่งยิ้มให้ผม เธอเอามือป้องปากเพื่อไม่ให้คนในชั้นเรียนสังเกต

ผมเกือบจะโบกมือตอบกลับแต่รีบห้ามตัวเองไว้เพราะตัดสินใจแล้วว่าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกัน

ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ระวังตัวเอาซะเลย ถึงจะเอามือป้องปากก็เถอะ แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย100%ซะหน่อย

แต่…ก็นะ การที่เธอส่งยิ้มแบบพิเศษให้ผม มันก็ทำให้ผมดีใจไม่น้อย เพราะรอยยิ้มของเธอช่างน่ารักเสียนี่กระไร

“เดี๋ยวคาบเรียนถัดไปจะเริ่มแล้วนะ อาโอยางิ มานี่หน่อย”

“เอ๋?”

ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆเรื่องรอยยิ้มของชาร์ล็อต แต่จู่ๆอาจารย์มิยุดันเรียกผมซะงั้น มีเรื่องอะไรรึไง

“เออน่า รีบมาเถอะ ระหว่างรออาจารย์ท่านถัดไปมา ใช้ไว้เวลาไม่นานหรอก”

อาจารย์มิยุพูดจบ ออกจากห้องไป

สรุปผมก็เดินตามอาจารย์ไปทั้งที่มึนๆแบบนี้

จังหวะที่ผมออกจากห้อง มีโอกาสได้สบตากับชาร์ล็อต เธอมีสีหน้าเป็นกังวล ให้ตายสิ เธอเป็นคนอ่อนโยนจริงๆ

เมื่อผมเจออาจารย์มิยุ ผมถาม

“สรุปอาจารย์เรียกผม มีธุระอะไรรึครับ”

อาจารย์มิยุจ้องหน้าผม ตอบกลับด้วยแววตาทะเล้น

“ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์กับชาร์ล็อตจะเป็นไปทางที่ดีนะ”

“เอ๋..?”

“คิดว่าจารย์ไม่เห็นช้อตขาร์ล็อตส่งยิ้มรึไง”

เชี่ย จารย์แม่งเห็นได้ไงวะ นี่อาจารย์จับตาดูนักเรียนได้ทุกคนรึไง

“แถมนายก็ส่งยิ้มหวานแหววตอบกลับเธอซะด้วย”

“ไม่ใช่ละครับจารย์”

คนอย่างผมเนี่ยนะจะส่งยิ้มหวานตอบ เป็นไปไม่ได้

“ไม่ใช่ปาก แต่เป็นสายตาต่างหาก”

“จารย์อย่าพูดอะไรเวอร์วังสิครับ”

“ชั้นเห็นละใจละลายแทนเลย”

“ฟังคำพูดคนอื่นบ้างสิคร้าบบ”

“ว่าไป เรื่องชาร์ล็อต ตอนนี้เธอเข้าใจความรู้สึกตัวเองรึยัง”

อาจารย์มิยุไม่ฟังคำพูดผม สมเป็นคนที่ทำอะไรตามอำเภอใจจริงๆ

สุดท้ายผมก็ตอบคำถามอาจารย์

“ถึงต่อให้เข้าใจ แต่จะพูดตรงไปตรงมากับเธอมันจะดีเหรอครับ”

“เรื่องนั้นนายต้องไปคิดเอง เธอเป็นชาวต่างชาติ บางทีพูดแบบสไตล์ญี่ปุ่น ผลลัพธ์มันอาจจะออกมาไม่ดีก็ได้”

ผมคิดว่า คุณชาร์ล็อตรู้ภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ไอ้เรื่องจะสื่อสารแล้วเธอไม่เข้าใจ ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้นะ แต่เพื่อกันความผิดพลาด บางทีผมอาจจะต้องไปศึกษาภาษาอังกฤษเรื่องนี้เพิ่มม

“รับทราบครับ ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อ แต่จะลองกลับไปคิดครับ”

“อืม ลองดุละกัน แต่ก็นะ เห็นนายมีสภาพแบบนี้ ชั้นล่ะสนุกจริงๆ”

เอาเหอะ ถึงแม้อาจารย์จะออกแนวกวนโอ๊ย แต่ผมก็รู้ดีว่าอาจารย์ไม่เคยมีเจตนาร้ายกับผม

“ถ้างั้น ผมขอตัวกลับห้องเรียนก่อนนะครับ”

“อ้อ ลืมบอกไปอย่างนึง”

“อะไรรึครับ”

“เรื่องชาร์ล็อต ถึงชั้นจะฝากฝังเธอไว้กับนาย แต่ตัวนายก็ต้องคิดถึงเรื่องของตัวเองบ้าง อย่าฝืนตัวเองมากไป แล้วก็ไม่ต้องเล่นบทคนเลวทำร้ายตัวเองเพื่อทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย”

บางที่สิ่งที่อาจารย์มิยุพูดมาทั้งหมด เธออาจจะอยากคุยกับผมจริงๆคือเรื่องนี้ก็เป็นไปได้

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ฝืนตัวเองอยู่แล้ว ผมแยกแยะลิมิตได้ครับ”

“ไอ้การทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองมีความสุข คิดว่ามันคุ้มเหรอ”

“ก็อาจจะนะครับ อากิระเพื่อนผมเองก็เป็นผู้เสียหาย หากผมทำอะไรชดเชยให้หมอนั่นได้ ตัวผมจะเป็นยังไงก็ช่างมันครับ”

“เมื่อก่อนชั้นเคยบอกนายแล้วนะว่านายไม่ใช่คนก่อนเหตุ นายเองก็เป็นหนึ่งในผู้เสียหายด้วย”

“อาจารย์ครับ ถึงจะเป็นอาจารย์ก็ตาม แต่เรื่องนี้ล้ำเส้นเกินไปนะครับ ถึงอาจารย์จะรู้เรื่องราวในอดีต แต่อาจารย์ก็ยังเป็นคนนอกอยู่ดีครับ”

ผมเลือกใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงเพื่อให้อาจารย์เลิกคุยเรื่องนี้ ถึงตัวผมจะรู้สึกซาบซึ้งที่อาจารย์ห่วงใยก็เถอะ

การที่ผมเลือกใช้คำพูดเย็นชา ผมเชื่อว่ามันเป็นคำพูดทำร้ายจิตใจผู้ฟัง เชื่อว่าพูดแบบนี้อาจารย์น่าจะหยุดพูดถึงเรื่องอดีตผม

ทว่า

“ยังหัวแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่ชั้นบอกเลย นายคิดว่าใช้คำพูดจาหยาบกระด้างแบบนั้นแล้วคิดว่าชั้นจะทิ้งปัญหานายรึไง”

ผมสะอึกในคำพูด เพราะรู้ว่าอาจารย์แกเป็นคนจริง คำไหนคำนั้นเหมือนกัน

“ขอโทษด้วยครับที่ผมพูดจาก้าวร้าวเกินไป”

“ไม่หรอก ช่างเหอะ ชั้นรู้นิสัยนายดีว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่อยู่ในใจของนายมันคนละอย่างกัน สิ่งที่ชั้นจะสื่อคือ นายมักจะออกหน้าแบกรับปัญหาทุกอย่างไว้มากเกินแค่นั้นแหละ”

อาจารย์พูดจบ หัวเราะ เอามือทุบหน้าผากผมเบาๆ

“มองจากมุมอาจารย์ มันจะเป็นยังไงผมก็ไม่รู้หรอก แต่พูดขนาดนั้นผมยอมก็ได้”

“จ้า วันนี้ก็คงไม่มีอะไรแล้วล่ะ ชั้นแค่อยากจะเช็คด้วยตาตัวเอง”

“เช็คเรื่องอะไรครับ”

“เช็คว่า จะต้องใช้เวลาขนาดไหน แนวคิดของนายถึงจะเปลี่ยนไป”

อาจารย์มิยุพูดจบ เดินกลับเข้าห้องพักครู

สรุปว่าอาจารย์เช็คแล้วเห็นอะไรในตัวเราบ้างนะ

สุดท้าย ต่อให้คิดถึงคำพูดอาจารย์ แต่ก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี ผมจึงเลิกสนใจ เดินกลับเข้าห้องเรียน


“ล็อตตี้ หนูอยากเล่นกับโอนี่จัง…..”

ชั้นนั่งอยู่บนโซฟา กำลังอ่านหนังสือเล่มโปรด แต่ว่าเอมม่าเดินเข้ามาดึงเสื้อ มองมาที่หน้าด้วยแววตาอ้อนวอน

หลายวันมานี้ เอมม่ามาเล่นที่ห้องอาโอยางิตลอด แน่นอนว่า วันนี้ก็อยากเล่นเช่นเคย

ตั้งแต่ได้อาโอยางิเป็นพี่ชาย เอมม่าก็อยากจะอ้อนอาโอยางิ

จริงๆชั้นก็อยากจะพาเอมม่าไปเล่น แต่คิดไปคิดมา ไปเล่นทุกวันก็เป็นการไปรบกวนอาโอยางิ วันนี้จึงตัดสินใจไม่พาเอมม่าไป

แน่นอนว่าถึงชั้นจะสื่อสารแบบนี้กับเอมม่า แต่เธอคงอดทนไม่ได้อยู่ดี

“ขอโทษนะจ๊ะเอมม่า ไปเล่นอาโอยางิทุกวันมันเกรงใจเขา วันนี้เราหยุดไปเล่นนะ”

ถึงแม้อาโอยางิจะเคยบอกว่า ไปเล่นทุกวันก็ได้ไม่มีปัญหา แต่บางทีมันอาจจะเป็นว่าสาเหตุที่บอกแบบนั้นเพราะเขาเป็นคนอ่อนโยนเลยไม่กล้าบอกตรงๆว่าเล่นทุกวันเป็นการรบกวนก็เป็นได้ หรือบางครั้งเขาอาจจะมีธุระส่วนตัวต้องไปทำแต่ก็ต้องสละเวลามาเล่นกับเอมม่าก็ได้

“บู่…..”

“ไม่ทำหน้าทำปากแบบนั้นสิจ๊ะ ให้อาโอยางิคุงมีเวลาส่วนตัวบ้างนะจ๊ะ”

“บูบูบูบู…..”

เอมม่าไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยิน เอาหัวพุ่งชนท้องชั้น แน่นอนว่าน้องยังเด็ก ถึงชนมาก็ไม่ได้เจ็บอะไร

“ถ้าเอมม่าเป็นเด็กดี อาโอยางิคุงจะมาเล่นด้วย เพราะฉะนั้นเอมม่าต้องอดทนนะจ๊ะ”

ชั้นเอามือลูบหัวเอมม่าพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ดูเหมือนว่าเอมม่าจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งแล้ว ชั้นเอามือลูบหัว กล่าวให้รางวัล

“เอมม่า เดี๋ยวเราไปซื้อของด้วยกันมั้ยจ๊ะ

ตอนนี้ใกล้ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไหนๆก็ต้องไปซื้อวัตถุดิบมาทำกับข้าว ชวนเอมม่าไปด้วยเลยแล้วกัน

“อื้อ…!”

เอมม่าเงยหน้ามองชั้นด้วยสีหน้าดีใจ ดูเหมือนว่าจะถูกใจที่ได้ออกไปข้างนอก

ด้วยความที่เอมม่ายังเล็กเลยไม่ได้ส่งไปเตรียมอนุบาล ช่วงกลางวันตอนชั้นไปเรียน จะปล่อยเอมม่าอยู่ในห้องตามลำพัง

คิดว่าด้วยความเหงา เอมม่าเลยออกจากบ้านจนกลายเป็นเด็กหลง

ถ้าว่าตามปกติ เอมม่านี่เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะดื้อในระดับหนึ่งเลย จริงๆจะออกอาการวิ่งไปมา แต่ดูเหมือนว่าคำพูดที่ชั้นบอกว่า ถ้าเป็นเด็กดี อาโอยางิคุงจะมาเล่นด้วย ทำให้เธอดูสงบกว่าปกติ ต้องขอบคุณอาโอยางิเรื่องนี้จริงๆ

ชั้นกับเอมม่าเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดออกไปข้างนอก เดินจูงมือไปด้วยกัน

พอเอมม่าโดนจูงมือ น้องส่งรอยยิ้มแสดงความพึงพอใจออกมา

เป็นเรื่องปกติของน้อง ด้วยวัยเท่านี้ ยังไงก็ต้องชอบการโอบกอด อุ้ม หรือจูงมืออยู่แล้ว แต่ว่า ต่อให้เอมม่าอยู่ที่ประเทศอังกฤษ คนที่สามารถกอด อุ้ม หรือจูงมือ มีเพียงแค่ชั้นกับแม่เท่านั้น ถ้าเป็นคนอื่น เอมม่าจะไม่ชอบ ชั้นเลยทึ่งมากที่เอมม่ายอมให้อาโอยางิอุ้มหรือจูงมือ

ชั้นคิดว่าในสายตาเอมม่า อาโอยางิเป็นคนพิเศษ เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวที่ใจดีช่วยเหลือเลี้ยงดูเธอ

“เอมม่าจ๊ะ มื้อเย็นอยากทานอะไรจ๊ะ….. เอ๋”

หันกลับมาดูอีกที ไม่รู้ว่าเอมม่าปล่อยมือชาร์ล็อตตั้งแต่เมื่อไร

พอหันซ้ายหันขวาดูรอบๆ ปรากฏว่า เอมม่าไม่รู้ไปหาไม้กวาดมาจากที่ไหนกำลังฟาดไม้กวาดเหมือนเล็งอะไรบางอย่างที่ประตูห้องอาโอยางิ

“นี่แน่ะ นี่แน่ะ”

“เอมม่า ทำอะไรน่ะ”

—-ปิ๊งป่อง–

จังหวะที่ชั้นถาม ปรากฏว่าเสียงอินเตอร์โฟนดังขึ้นมาพอดี

ตอนนี้ชั้นรู้แล้วว่าเอมม่าเล็งอะไร เธอเล็งไปที่ปุ่มอินเตอร์โฟนนั่นเอง

“โดนแล้วค่า….”

เจอผลงานเอมม่าเข้าไปเล่นเอาชั้นอึ้งและทึ่ง เป็นเด็กตัวแค่นี้แต่รู้ได้ไงว่าถ้ากดโดนปุ่มนี้แล้วเสียงจะออกมา

“นี!ไม่ฟาดสิจ๊ะ”

“แง ล็อตตี้ปล่อยหนูน้า”

ชั้นอุ้มเอมม่าให้ออกห่างจากประตู เอมม่าที่สูญอิสรภาพจึงสะบัดมือและขา ดิ้นเร่าๆพยายามจะหลุดไปให้ได้

“โม่ พี่บอกแล้วไงจ๊ะว่าวันนี้ไม่เล่นไง”

“ล็อตตี้แกล้งหนู เอมม่าอยากเล่นกับโอนี่จัง…”
“พี่บอกแล้วไงว่ามันรบกวนอาโอยางิคุง”
“โทษนะครับ…”
อาโอยางิได้ยินเสียงโหวกเหวกหน้าประตูเลยเปิดโผล่หน้าออกมา หัวเราะแห้งๆ

เสียงทะเลาะกันของชั้นกับเอมม่าดังจนเขาออกมาดูลาดเลาเหตุการณ์ ชั้นรู้สึกตัวแล้วว่าเสียงตัวเองคงจะดังลั่นจริงเล่นเอาหน้าร้อนผ่าว

“อ๊ะ โอนี่จัง”
เอมม่าเห็นหน้าอาโอยางิก็ดีใจ สีหน้าร่าเริงขึ้นมา โบกมือให้ ส่วนอาโอยางิคงพอจะเดาเหตุการ์ได้เลาๆ ก็ทำสีหน้าบรรยายไม่ถูก ได้แต่บอกแค่ว่า
“ยังไงก็ตาม เชิญเข้ามาในห้องผมก่อนครับ”

“ค….ค่ะ”
ชั้นได้รับแต่รับคำง่าย พาเอมม่าเดินเข้าห้อง


“สวัสดีตอนเย็นครับเอมม่า”
“สวัสดีตอนเย็นค่า”
เอมม่าทักทายกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริง สีหน้าเหมือนคาดหวังอะไรบางอย่าง

“ทำหน้าแบบนี้อย่าบอกนะว่า?”

“ใช่แล้วค่า โอนี่จังอุ้มหนูหน่อย”

เอมม่ายิ้มร่าเดินกางมือมาหาผม

เป็นเรื่องที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเอมม่าเจอผมแล้วต้องการให้ทำสิ่งใดเป็นอย่างแรก จะปฏิเสธ น้องก็ปล่อยโฮอีก สุดท้ายผมก็ปฏิบัติตามความต้องการของเอมม่า

“แฮะแฮะแฮะ”

พอถูกอุ้ม เอมม่าเปล่งเสียงหัวเราะแสดงความพึงพอใจทันที

เป็นเด็กขี้อ้อนจริงๆแฮะ

ผมลูบหัวเอมม่าอย่างอ่อนโยนพลางส่งสายตาไปให้ชาร์ล็อตที่มีท่าทางขอโทษขอโพย

“เรื่องเสียงดังหรือรบกวนวันนี้ไม่ต้องใส่ใจนะครับ

“แต่ว่า..”

เมื่อชาร์ล็อตเข้ามาในห้อง เธอเห็นโต๊ะผมมีหนังสือเรียนกับสมุดโน้ตวางอยู่ ใครมามองเห็นสภาพห้องตอนนี้ก้ต้องบอกได้ทันทีว่าเจ้าของห้องกำลังนั่งติวบทเรียนอยู่

“ไม่เป็นไรจริงๆครับ ผมเพิ่งเลิกติวตะกี้พอดี”

จริงๆผมโกหกเธอ แต่แน่นอนว่า เพื่อให้เธอสบายใจ มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ

“น้องชั้นทำตามอำเภอใจจนรบกวนเธอมากขนาดนี้ไม่เป็นไรจริงเหรอคะ”

“คิดมากเกินไปครับ เราเป็นเพื่อนข้างห้องกันนะครับ ผมไม่มีปัญหาเลยที่พวกคุณจะแวะเข้ามาที่ห้องผม”

มีสาวน่ารักสองคนแวะเข้ามาหาถึงที่ ผมว่าไปถามผู้ชายทั้งโลก คงมีแต่คนยินดี ไม่มีใครไม่ชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว

ถึงแม้ว่าช่วงนี้สองพี่น้องจะแวะมาห้องผมทุกวัน ฉะนั้น เพื่อไม่ให้มีผลกระทบการเรียน ผมแค่เวลานอนให้น้อยลงก็จบ มันเป็นปัญหาที่แก้ไม่ยากเลย

ผมอยากให้สองพี่น้องเข้าใจความรู้สึกตรงนี้ อย่าเกรงใจที่จะแวะมาห้องผมเลย

“ล็อตตี้จู้จี้มากค่ะ”

จากที่ฟังเสียงดังกันเมื่อครู่ ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่าเอมม่ายังอารมณ์ค้างบาดหมางกับชาร็ล็อต น้องออกอาการงอนเต็มพิกัด แต่ก็เป็นอาการงอนที่เกิดจากตามวัยนั่นแหละ

แต่แน่นอนว่าคำพูดนี้ มันก็ถือว่าแรงในระดับหนึ่ง ชาร์ล็อตฟังแล้วก็ไม่โอเคกล่าว

“เอมม่า ถ้ากลับไปถึงห้อง เรามีเรื่องต้องอบรมนะ”

ถึงแม้ว่าชาร์ล็อตจะกล่าวพร้อมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูภายนอกก็ยังเป็นคนสวย แต่แรงกดดันที่ส่งมาจากตัวเธอ บอกได้แค่ว่าน่ากลัวเอาเรื่อง

“โอนี่จัง เอมม่าโดนแกล้งอีกแล้ว”

เอมม่าเอาหน้าเข้ามาซุกกับเสื้อผม พยายามปิดบังหน้าตัวเองไม่ให้ชาร์ล็อตเห็น ก่อนเหลือบมองผมด้วยสายตาอ้อนวอนทำท่าเหมือนจะร้องไห้

“ตอนนี้ชั้นรับบทเป็นตัวร้ายไปแล้ว และตอนนี้น้องก็หวังพึ่งอาโอยางิ ชั้นขอให้อาโอยางิช่วยบอกเอมม่าได้มั้ย”

“ได้ครับ เรื่องไหนผิด เราก็ต้องบอกน้องว่ามันผิด ผมทราบดีครับ สบายใจได้”

ผมรู้ว่าชาร์ล็อตไม่มีเจตนาแกล้งเอมม่าอยู่แล้ว แต่ว่าเอมม่าเองเจอชาร์ล็อตในบทโกรธ น้องเลยคิดว่าโดนแกล้ง ก็เป็นเรื่องที่ผมเข้าใจความรู้สึกเช่นกัน

“ขอบคุณมากค่ะ”

“เอมม่าครับ ไม่เป็นไรแล้วนะ ชาร์ล็อตไม่แกล้งหนูแล้วนะครับ”

ผมพยายามเลือกใช้คำพูดที่น่าจะไม่ทำร้ายจิตใจเอมม่า แต่ว่าพอเอมม่าฟังคำพูดผมจบ สีหน้าสลด

“โอนี่จังไม่เป็นพันธมิตรกับหนูแล้วเหรอ…?”

“หือ..?”

เอมม่าน้ำตาคลอเบ้ามองมาที่ผม เป็นปฏิกริยาที่ผมไม่นึกมาก่อนว่าจะเจอแบบนี้ เล่นเอารู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายคนเลวทรามต่ำช้าแทนซะงั้น

ว่าไปเด็กตัวแค่นี้ไปเรียนรู้ศัพท์คำว่า พันธมิตร จากที่ไหนนะ เก่งเกินวัยจริง

“คือ..เอาน่า ทำใจให้สบายนะครับ ชาร์ล็อตไม่โกรธเอมม่าแล้วนะ”

ล็อตตี้โกรธหนูอยุ่”

เอมม่าส่ายศรีษะปฏิเสธคำพูดผม

จะว่าไม่โกรธ เอาจริงมันก็โกหกแหละ แต่ผมรู้ว่าที่เธอโกรธ เพราะเธอให้ความสำคัญกับเอมม่า เรื่องไหนที่ไม่ดีจริง ก็ต้องเตือนกันได้ แต่พอเตือนแล้วเจอปฏิกริยาแบบนี้ก็เล่นเอาปวดขมับไม่น้อยว่าควรใช้คำพูดแนวไหนดี

“พี่ไม่ได้โกรธแล้วนะ สิ่งที่พี่เตือนคืออยากให้ระวังมากกว่า”

ชาร์ล็อตเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง ผมเสริมต่อ

“ฮะฮะ เอมม่าเข้าใจทุกคนแล้วเนอะ คุณชาร์ล็อตเป็นพี่ที่ใจดี ส่วนผมก็เป็นพันธมิตรกับเอมม่าครับ”

“ปกป้องหนูด้วยใช่มั้ย…?”“

“แน่นอนครับ”

“เย้ หนูรักโอนี่จังที่สุดเลย”

ผมยิ้มอย่างพึงพอใจที่ผลลัพธ์ออกมาดี ส่วนเอมม่าก็มีทีท่าแฮปปี้ สบายใจละ

“ชั้นคิดว่าอนาคตเด็กคนนี้ต้องเป็นสาวน้อยจอมมารแน่นอน”
“เอ๋ ตะกี้ว่าอะไรนะครับ”
“ป..เปล่าค่ะ”
ผมได้ยินคำพูดจาแปลกๆเหมือนหลุดมาจากนิตยสาร หรือหูฝาดไปเองมั้ง ตอนนี้ชาร์ล็อตส่งยิ้มให้ผม คงเป็นคำพูดที่ไม่น่าจะสื่อถึงผมหรือเอมม่ามั้ง ช่างเถอะ
“นี่นี่ โอนี่จัง”
“หือ ว่าไงครับ”
“เอมม่าอยากกินข้าวกับโอนี่จัง”
“เด็กคนนี้นี่..”
ดูเหมือนว่าเอมม่าจะยังไม่พอใจเพียงแค่ได้เล่นกับผม น้องเลยรีเควสมาแบบนี้ แต่ว่ามันก็ทำให้ชาร์ล็อตแสดงท่าทีเดือดร้อน
“เอมม่า พี่ว่าเรากลับกันเถอะ อย่าสร้างความลำบากใจให้อาโอยางิคุงไปมากกว่านี้เลย”
“แงง ล็อตตี้ปล่อยหนูนะ”
เอมม่าโดนชาร์ล็อตอุ้มจากด้านหลัง เกิดอาการไม่พอใจดิ้นอาละวาด
ผมเข้าใจความรู้สึกทั้งสองฝ่ายนะ พี่สาวก็ไม่อยากให้น้องกวนผม ส่วนน้องสาวก็แค่อยากเล่นอยากทำอะไรที่ต้องการ มันเป็นเรื่องความต่างของอายุด้วย
สุดท้าย สิ่งที่ผมกล่าวคือ
“คุณชาร์ล็อตครับ ไม่เป็นไรครับ ถูกชวนทานข้าวด้วยกันผมก็ดีใจครับ”
ผมส่งยิ้มให้ชาร์ล็อต เลือกใช้คำพูดที่คิดว่าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป

ชาร์ล็อตฟังจบ แสดงอาการขอโทษขอโพบ
“ขอโทษในความเอาแต่ใจของน้องด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับไม่ต้องใส่ใจ การเอาแต่ใจเป็นสิทธิพิเศษของเด็กเล็กอยู่แล้วครับ”
“อาโอยางิคุงเป็นคนใจดีมากเลยนะคะ”
“ง..งั้นเหรอครับ แค่พูดตามตรรกะทั่วไป”
“อืม โอนี่จังใจดี ผิดกับล็อตตี้ลิบลับ”

ในขณะที่ผมเขินอยู่ เอมม่าเล่นพูดจาชวนทะเลาะซะงั้น เธอทำแววตาล้อเลียนก่อนเอาหน้าซูกกับเสื้อผม

“หึหึ เอมม่าจ๊ะ พอมีอาโอยางิคุงให้พึ่งพาได้แล้วฝีปากกล้าขึ้นนะคะ”
ถึงแม้หน้าชาร์ล็อตะจะยิ้ม แต่แรงกดดันที่ส่งมาไม่ยิ้มตามเลย น่ากลัวชิบเป๋ง รอยยิ้มของเธอไม่น่ารักแล้วครับ

เอมม่าจังเองก็คงรู้ตัวว่าพูดแรง เลยรีบหาทึ่พึง รีบซุกตัวเข้ากับอกผม
“คุณชาร์ล็อตครับ เรื่องอาหารเย็นวันนี้เอาไงดีครับ”

ผมลูบหัวเอมม่าอย่างอ่อนโยน พลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“ปกติชั้นจะเป็นคนทำกับข้าวทานเองที่บ้าน แต่วันนี้วัตถุดิบหมดเลยกะว่าจะออกไปจ่ายตลาดข้างนอก ในเมื่อเอมม่าน้องอยากทานข้าวกับอาโอยางิคุง งั้นวันนี้ชั้นทำกับข้าวให้เธอกินแล้วกันนะคะ”
“ได้เลยครับ ผมดีใจสุดๆเลยครับ”

ครั้งก่อนที่ได้ลิ้มรสอาหารฝีมือชาร์ล็อตยังประทับใจไม่ลืมในความอร่อย การได้กินอาหารฝีมือชาร์ล็อตมันช่างโชคดีเหลือเกิน
“ถ้างั้นเดี๋ยวชั้นไปจ่ายตลาด พวกเธอรออยู่ที่บ้านแล้วกันนะ”
“ไม่ครับ ให้ผมไปช่วยถือของด้วยเถอะแล้วก็ค่ากับข้าวเดี๋ยวผมเป็นคนออกเอง”
“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะว่าคนชวนเธอทานข้าวด้วยกันคือทางชั้นเอง”
“แต่ว่าคุณก็ลงแรงทำกับข้าวให้ผมนะครับ”

“คิดซะว่าแทนคำขอบคุณที่เป็นเพื่อนเล่นให้เอมม่าละกัน แล้วก็ทางชั้นเองถ้าอาโอยางิคุงทานอาหารที่ชั้นเป็นคนทำให้จะดีใจมากค่ะ”

ชาร์ล็อตกล่าวอย่างจริงจัง ไม่เปิดช่องให้ผมแย้งต่อ เอาเหอะ ถกเรื่องนี้มันเสียเวลาเปล่า
“งั้นอย่างน้อยขอผมเป็นคนช่วยถือของละกันครับ”

“งั้นเหรอ…ตกลงตามนั้นค่ะ”
ชาร์ล็อคคิดเล็กน้อย เธอตอบผมกลับพร้อมรอยยิ้ม

“ขอบคุณครับ งั้นไปซุเปอร์มาร์เก็ตแถวนี้มั้ย?

“ตกลงค่ะ ตรงนั้นเดินไปแปบเดียวก็ถึงแล้ว”
ซุเปอร์มาร์เก็ตตรงนั้นมันไม่ค่อยมีคนนิยมไป ผมคิดว่าถึงไปด้วยกันก็ลดโอกาสเสี่ยงงที่จะเจอเพื่อนร่วมห้องเห็นผมกับเธออยู่ด้วยกัน

“ซื้อขนมให้หนูด้วยมั้ย”
เอมม่าจังที่อยู่ในอ้อมอกผม เงยหน้ามองถามชาร์ล็อต

พอชาร์ล็อตเห็นหน้าน้อง เธอส่งรอยยิ้มให้
“อืมมม เอาไงดีน้า วันนี้เอมม่าเป็นเด็กไม่ดีซะด้วยสิ”
“…งือ”
ชาร์ล็อตส่งรอยยิ้มแบบว่าชั้นเหนือกว่า ให้เอมม่า รอยยิ้มเธอราวกับปีศาจตัวน้อย เจตนาชัดเจนคือแกล้งน้องเอาคืนเบาๆ แต่ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่า รอยยิ้มแบบนี้ของเธอก็มีเสน่ไปอีกแบบ

“โอนี่จัง ล็อตตี้แกล้งหนู ช่วยหนูด้วยค่า”
เอมม่าเจอชาร์ล็อตทำแบบนี้ หันมาทุบอกผมเบาๆพลางกอดขอให้ผมช่วย

“อืมม นั่นสินะ ถ้าเอมม่าจังเอ่ยปากขอโทษ พี่อาจจะซื้อขนมให้ก็ได้นะ”

ชาร์ล็อตช่างเป็นผู้หญิงที่ใจดีจริง เธอรู้ว่าเอมม่าอยากทานขนมมาก ถึงจะแกล้งน้องขนาดไหนแต่สุดท้ายก็จะซื้อให้อยู่ดี

ผมคิดว่าแค่เอมม่ากล่าวขอโทษ ทุกอย่างก็จบแล้ว

แต่ทว่า

“ทำไมเอมม่าต้องขอโทษด้วยล่ะ?”
เอมม่าพูดเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดตรงไหน ส่ายศรีษะปฏิเสธคำพูดพี่สาว

“น้องพูดจาทำร้ายความรู้สึกพี่สาว ฉะนั้นน้องก็ต้องกล่าวขอโทษนะครับ”

ผมลองพูดดูบ้าง ไม่รู้ว่าจะสื่อถึงเอมม่ามั้ย

เอมม่าที่โดนผมกอดอยู่ เงยหน้ามองผมก่อน จากนั้นหันไปมองชาร์ล็อตสักพัก ก่อนค้อมหัวลง
“หนูขอโทษค่ะ”
ชาร์ล็อตเองตกใจเบิกตากว้าง ก่อนเผยรอยยิ้มและกล่าว
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ก็ขอโทษด้วยนะที่แกล้งหนูตะกี้”

ชาร์ล็อตกล่าวขอโทษจบ ดูเหมือนว่าเธอคงอยากกอดน้อง เพราะเธอผายมือสองข้างออกเป็นภาษากายบอกว่า “มาหาพี่สิ”

อาจจะเป็นรูปแบบทำหลังจากคืนดีกันเรียบร้อยมั้ง ผมเองก็คิดว่า เอมม่าเห็นชาร์ล็อตทำแบบนี้ เธอคงวิ่งไปกอดแต่ทว่า

“ไม่เอา อยู่กับโอนี่จังดีกว่า”
เอมม่าหันหน้ากลับมากอดผมต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“……..”
สรุปง่ายๆว่าชาร์ล็อตกางแขนเก้อครับ หน้าแตกกระจุย สภาพเธอตอนนี้ตัวแข็งทื่อเป็นหินไปละ

“เอ่อ คือว่า คุณชาร์ล็อตครับ น้อง..เขายังเด็กเนอะ”

“อ…อืม รู้อยู่แล้วค่ะ ชั้นไม่เป็นไรแล้วอาโอยางิคุง”
ชาร์ล็อตส่งยิ้มตอบกลับให้ผม แต่ผมยังกังวลว่าไม่เป็นอะไรจริงรึเปล่า

เอมม่ายังเป็นเด็กเล็ก จะทำอะไรตามใจชอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สุดท้ายผม เอมม่า ชาร์ล็อต เดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยกัน


พอถึงซุเปอร์มาร์เก็ต ระหว่างเดินดูของด้วยกัน เอมม่าดึงเสื้อ น้ำตาคลอกล่าว
“โอนี่จัง หนูหิวแล้ว”
“เดี๋ยวคุณชาร์ล็อตกลับถึงบ้าน เธอทำกับข้าวให้ทานครับ ระหว่างนี้อดทนสักนิดนะครับ”

“…..หนูหิวข้าว”
ผมตอบเอมม่าแต่เอมม่ายังย้ำคำเดิม

“ขอโทษจริงๆครับ แต่ต้องอดทนนะ”
“บู่”
“เอมม่าเป็นคนเก่ง แล้วคนเก่งจะอดทนไม่ได้เหรอ”
“เอมม่าเป็นคนเก่งเหรอ?”
“ใช่ เพราะว่าเอมม่าอยู่บ้านคนเดียวได้ไง”
“เย้ เอมม่าเป็นคนเก่งเนอะ”
พอเอมม่าถูกชม น้องทำท่าพอใจเต็มที่พนักหน้ารับคำ

“ใช่แล้วครับ เพราะฉะนั้นคนเก่งแบบเอมม่า เรื่องอดทนแค่นี้ทำได้สบายมากเนอะ”
ผมลองแนะให้เธออดทนอีกครั้ง แอบลุ้นในใจ หรือว่าเราจะฝืนน้องมากไปรึเปล่า

ระหว่างที่ผมกำลังคิดอยู่ เอมม่าผงกหัว
“อืม เอมม่าเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นเอมม่าอดทนได้ค่ะ”
“ดีละครับ เอมม่าเก่งที่สุดเลย”
ผมลูบหัวชมเชยเอมม่าที่ยอมอดทน พอถูกลูบหัวและชม เอมม่ายิ้มแป้นเดินมาซบผมต่อ

เป็นเด็กขี้อ้อนจริงๆ

“จริงสิ เอมม่าสนใจดุคลิปแมวมั้ยครับ”
“น้องแมวเหรอ เอมม่าอยากดู”
เอมม่ายื่นมือรับสมาร์ทโฟนผม
“น้องเหมียว น้องเหมียวน่ารักไ
เอมม่าดูคลิปน้องแมว ร้องเพลงไปด้วย ดูเหมือนว่าการดุคลิปจะทำให้น้องลืมความหิวไปได้

“อาโอยางิคุงสุดยอดไปเลยนะคะ”
“คุณชาร์ล็อต?”
ชาร์ล็อตที่เลือกซื้อวัตถุดิบทำกับข้าว กล่าวชมผมเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยรอยยิ้ม เธอเดินกลับมาหาผมตั้งแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว

ผมสบตาเธอ หัวใจเต้นตึกตัก

ว่าไปการที่เธอเลือกพูดเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าเอมม่าจะไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกผมคุยกันต่อจากนี้

“อาโอยางิคุงสามารถกล่อมเอมม่าให้เชื่อฟังได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้ง่ายๆนะคะ”

“เอ่อ ที่ผมทำก็แค่ชมน้องนะครับ”
“ไม่หรอกค่ะ มันสุดยอดมาก ก่อนหน้านี้เธอก็น่าจะเห็นความเอาแต่ใจของเอมม่า ว่าเป็นเด็กที่รับมือไม่ได้ง่าย อาโอยางิคุงเป็นคนที่อ่อนโยนมากเลยค่ะ”

โดนชมรัวแบบนี้เล่นเอาผมเขินจนร่างกายวูบวาบ ถ้าโดนชมต่ออีกผมคงช็อคตายเพราะความเขินแน่เลยเปลี่ยนเรื่อง

“หยุดชมผมเถอะครับ เออ จะว่าไป วันนี้จะทำกับข้าวเมนูอะไรครับ”

“นั่นสินะ อาโอยางิคุงอยากทานอะไรคะ”

“อืมตอนนี้ยังนึกไม่ออกครับ”
อาหารที่ผมชอบทานคือราเม็ง แต่จะให้ทำเป็นข้าวเย็น ผมว่ายากไป จะขอร้องให้เธอทำ ผมว่าไม่ดี

“เอาเป็นว่า ผมทานเมนูที่เอมม่าอยากกินละกันครับ เอมม่าจังอยากทานอะไรครับ”

แทนที่ผมจะเป็นคนเลือก ให้น้องเป็นคนเลือกน่าจะดีกว่า

“เอ๋? เอมม่าอยากทานแฮมเกอร์”

พอเอมม่าได้ยิน คำถามผม เธอละสายตาจากสมาร์ทโฟน มองหน้าพร้อมกล่าว

ผมฟังคำตอบ ลูบหัวเธอไปด้วย น้องส่งเสียง “แฮะแฮะแฮะ” พร้อมซบผมต่อ

“ตกลงเอาแฮมเบอร์เกอร์ละกัน”
“เอมม่าชอบทานแฮมเบอร์เกอร์มากจ๊ะ เอาจริงชั้นอยากทำเมนูที่อาโอยางิชอบมากกว่าแต่ถ้าตัดสินใจแล้ว งั้นเมนูวันนี้เป็นแฮมเบอร์เกอร์นะ”
ชาร์ล็อตกล่าวด้วยน้ำเสียงหม่นเล็กน้อยตอนต้น ก่อนหัวเราะ


พวกผมเดินทางกลับถึงบ้าน
ชาร์ล็อตเข้าครัวเตรียมทำกับข้าว

ส่วนเอมม่านั่งบนตักผม โยกร้องเพลงรอด้วยท่าทางมีความสุข
“แฮมเบ้อเกอร์ แฮมมมเบอเกอร์”

น้องนี่มันน่ารักจริงๆ

“เอมม่าชอบแฮมเบอร์เกอร์มากเลยใช่มั้ยครับไ
“อืม ชอบสุดๆเลย…”
“งั้นระหว่างรอแฮมเบอร์เกอร์มาก็นั่งรอด้วยกันนะครับ”
“อืม
ผมลูบหัวเอมม่าไปด้วย เอมม่าเงยหน้ามองผม

“มีอะไรรึเปล่าครับ”
“อืม เอมม่าอยากดูน้องแมว”
เอมม่าอ้อนผมขอโทรศัพท์ ผมหยิบส่งให้เธอ
“น้องแมววว”

เอมม่าดูน้องแมว ตาเป็นประกาย ผมให้เธอดูคลิปแมวไปเรื่อยพร้อมสแตนบายรอเผื่อชาร์ล็อตเรียกใช้

“อาโอยางิคุง อาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วยเตรียมจัดโต๊ะได้มั้ยคะ”

ผมช่วยเธอจัดโต๊ะไปด้วย อาหารตอนนี้พร้อมทานแล้ว แต่ปัญหาคือเอมม่ายังไม่วางโทรศัพท์ ตาจดจ่ออยู่กับคลิปแมว

งานชักจะหยาบละ เพราะถ้าผมดึงโทรศํัพท์จากเธอ เอมม่าร้องไห้แน่ ฉะนั้นต้องหาทางเกลี่้ยกล่อมให้เธอวางโทรศัพท์และทานข้่าว
“เอมม่าจัง อาหารเสร็จแล้วนะครับ เลิกดูคลิปแมวก่อนได้มั้ยครับ”
“เอ๋ ยังอยากดูต่ออีกหน่อยค่ะ”
“อึ่ก”
พอบอกให้เลิอกดู น้องก็เริ่มดราม่าน้ำตาคลอเบ้าตามที่คาด เรื่องนี้เป็นนิสัยที่ไม่ดีต้องแก้ แต่ถ้ามาดูสภาพน้องตอนนี้ ผมฝืนดึงโทรศัพท์จากน้องไม่ไหวจริงๆ

“ไม่เป็นไรค่ะอาโอยางิคุง”
ขณะที่ผมคิดแผนว่าจะเอาโทรศัทพ์คืนยังไง ชาร์ล็อตกล่าวกับผมเป็นภาษาญี่ปุ่นพร้อมรอยยิ้ม ใบหน้าของเธอเข้ามาใกล้ผม เล่นเอาผมใจเต้นตึกตัก

ระหว่างผมใจเต้น ชาร์ล็อตหันสายตาไปหาน้องสาวเธอ ดูเหมือนว่าเธอจะมีแผนการบางอย่างในใจ

น่าสนใจว่าชาร์ล็อตจะใช้วิธีไหนในการเอาโทรศัพท์ออกจากมือน้องและให้น้องกินข้าวจริงๆ

“เอมม่า มากินข้าวกัน”
“บู่ หนูอยากดูคลิปแมวต่อ”
“อยากดูคลิปแมวใช่มั้ยคะ”
“อืม….”
เอมม่ายิ้มหวาน ตอบกลับสั้นๆให้ชาร์ล็อต ตัวเธอก็ส่งยิ้มอ่อนโยนตอบกลับ
ตอนแรกผมเข้าใจว่าชาร์ล็อตจะยึดโทรศัพท์ดื้อๆ แต่ไม่ใช่แฮะ ลองดูก่อนว่าเธอจะทำยังไงต่อ

“งั้นเหรอคะ ถ้างั้นแฮมเบอร์เกอร์ของเอมม่า พวกพี่จะกินหมดเลยนะ”

“…!”

“เอมม่าเห็นแมวสำคัญกว่าของกินใช่มั้ย ถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็เสียดายของ พวกพี่เลยจะทานแทนเอมม่าไง”

“ไม่ได้นะ เอมม่าจะกินด้วย”

“แต่เมื่อกี้บอกว่าอยากดูแมวมากกว่าไม่ใช่เหรอ”

“หนูไม่ดูน้องแมวแล้ว หนูจะทานแฮมเบอร์เกอร์”

เอมม่ากล่าวจบ คืนสมาร์ทโฟนให้ผม

ว้าว สมเป็นคุณชาร์ล็อต

ถึงหลายครั้งจะมีเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เธอต้องยอมให้กับความดื้อของเอมม่า แต่เธอก็ไม่หักหาญน้ำใจน้อง และครั้งนี้ทำได้เยี่ยมจริง

“งั้นก็มากินข้าวด้วยกันเนอะ”

เอมม่าที่มีใจจะทานข้าวแล้วก็มานั่งรวมโต๊ะกับพวกผม

ทีนี้สิ่งที่น่าสนใจต่อคือ เอมม่ารู้วัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นมั้ยว่า ก่อนทานอาหารจะพนมมือกล่าว อิตะดะคิมัส

ผลคือเอมม่าใช้วิธีเลียนแบบ เห็นพวกผมพนมมือก็ทำตามด้วย

“อิตะดะคิมัส(จะทานแล้วนะครับ-ค่ะ)”

หลังจากทานข้าวเสร็จ ชาร์ล็อตยังคงเป็นคนเก็บกวาดโต๊ะเหมือนเดิม ส่วนผมมีหน้าที่อุ้มเอมม่าที่หลับไปแล้วอยู่บนตักผม ซึ่งก็ไม่แปลก เด็กเล็กพอกินจนอิ่มก็ต้องง่วงนอนจะหลับ เป็นเรื่องธรรมดา เอมม่ากินอิ่มนอนหลับพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูแล้วน้องหลับอย่างมีความสุขจริง

“น้องหลับแบบเปิดช่องว่างไม่มีอะไรที่แสดงถึงความระแวงว่าจะโดนแกล้งหรือก่ออาชญากรรม คงเป็นหลักฐานว่าน้องรักเรามากสินะ”

ผมกล่าวรำพึงกับตัวเองขณะจ้องหน้าเอมม่าที่กำลังหลับ

“ใช่ ถูกต้องแล้วค่ะ”

ชาร์ล็อตที่เก็บกวาดเรียบร้อย เธอมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทันรู้ตัว แอบย่องเข้ามากล่าว

นี่เธอแกล้งผมแบบครั้งที่แล้วเลยนี่หว่า

“”ฮะฮะ ขอโทษนะคะที่ทำให้ตกใจ แต่ว่าที่ชั้นพูดคือเรื่องจริง เอมม่านอนหลับให้เห็นแบบนี้แปลว่าน้องไว้ใจอาโอยางิคุงมาก หรือถ้าให้เสริมจริงๆคือน้องชอบอาโอยางิสุดๆเลยค่ะ”

“…….”

“ป..เป็นอะไรไปรึ”

ชาร์ล็อตอยู่ใกล้ผมมาก และสบตาผมที่ตอนนี้กำลังตัวแข็ง เพราะเธอใกล้ผมสุดๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี

ชาร์ล็อตใช้มือขวาเสยผมทัดหู กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ถ้าไม่รังเกียจ ออกไปเดินเล่นข้างนอกกันมั้ยคะ”

เฮ้ย นี่มันคำพูดชวนเดทชัดๆ จู่ๆก็ชวนแบบนี้เล่นเอาไม่ทันตั้งตัว แต่แน่นอนว่า เจอชวนแบบนี้ จะทำตัวเป็นเตมีย์ใบ้ก็ใช่เรื่อง ใครจะปฏิเสธโอกาสดีแบบนี้

“อืม ไม่รังเกียจหรอกครับ”

“ดีเลยค่ะ”

ชาร์ล็อตเอามือทาบอก รำพึงอย่างพอใจในคำตอบผม

“แล้วจะทำยังไงกับเอมม่าครับ”

“ชั้นกะว่าจะหาผ้าห่มให้เอมม่าพร้อมพาน้องไปด้วยกัน เพราะถ้าน้องตื่นมาไม่เจอหน้าอาโอยางิ แกคงเสียใจร้องไห้บ้านแตกแน่”

“ร้องเลยเหอครับ”

“ร้องไห้บ้านแตกพร้อมออกแอคชั่นอาละวาดด้วยเลยล่ะค่ะ”

ผมกับเธอเตรียมพร้อมหาของให้เอมม่า ออกไปข้างนอกด้วยกัน

“ลมเย็นดีจังนะคะวันนี้”

ชาร์ล็อตเผยดวงตากลมโตยินดี สายลมกลางคืนพัดโบกผมเธอปลิวสยาย

ผมได้ยินเสียงอ่อนหวานของเธอ เล่นเอาใจเต้นตึกตัก ผมกับเธอกำลังเดินเคียงข้างกัน ถึงจะบอกว่าที่มาด้วยกันมีสามคนคือผม เอมม่า ชาร์ล็อต แต่เอมม่าตอนนี้หลับสนิท เท่ากับว่ามีแค่ผมกับเธอสองคนอยู่ด้วยกันในช่วงเวลานี้ ความรู้สึกว่าเหมือนผมกับเธอได้ออกเดทกันยังไงยังงั้นเลย เล่นเอาหัวใจผมเต้นไม่เป็นจังหวะ

“นั่นสินะครับ”

สุดท้ายด้วยความประหม่า ผมเลยได้แค่ตอบรับสั้นห้วน

เดนเล่น

ไม่รู้เป็นเพราะบรรยากาศเงียบสงบในค่ำคืนนี้รึเปล่า ผมรู้สึกถึงลมหายใจของเราสองคนมากกว่าเวลาที่อยู่ในห้องด้วยกัน

“…….”

หลังจากผมตอบไป เกิดความเงียบ มีเพียงชาร์ล็อตที่จ้องหน้าผมไม่วางตา ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เธอคิดอะไรอยู่ เพราะแค่เธอจ้องหน้าผม ผมก็ตื่นเต้นจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว

“..คือว่า..อาหารวันนี้อร่อยมากครับ”

ผมนึกหาบทสนทนาที่คาดว่าคุยแล้วเธอจะน่าจะชอบใจขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

พอพูดจบ สีหน้าชาร์ล็อตดีใจเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเห็นได้ชัด และเธอก็ยังไม่เลิกมองหน้าผมอยู่ดี

“ขอบคุณนะ ได้ยินเธอบอกว่าอร่อยชั้นก็ดีใจแล้ว”

เอาจริงๆ ที่ผมชมนั่นยังน้อยไปด้วย เพราะแฮมเบอร์เกอร์ที่ชาร์ล็อตทำเป็นสไตล์อาหารฝรั่งเศส คล้ายกับมีทพาย น่าทึ่งในสกิลการทำอาหารของเธอมากว่าไม่ได้เก่งแค่อาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว เธอเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมด้วยความสามารถจริงๆ

“ฮะฮะ ขอบคุณค่ะ เมนูที่ทำให้เธอเป็นเมนูที่เอมม่าชอบมากด้วย เลยอยากทำให้เธอทานด้วยกัน”

“ว้าว ชาร์ล็อตซังเป็นพี่สาวที่ให้ความสำคัญกับน้องสาวมากๆเลยครับ”

ถึงแม้ผมจะได้เจอเธอไม่นาน แต่สิ่งที่สามารถพูดได้เต็มปากคือเธอเป็นพี่สาวที่ทำอะไรหลายอย่างได้เพื่อเอมม่าแน่นอน

“ความคิดว่าน้องสาวสำคัญงั้นเหรอ อาจจะผิดไปนิดหนึ่งนะ ชั้นแค่ไม่อยากให้น้องสาวเศร้าหรือเหงาเท่านั้นเอง”

แปลกแฮะ ปกติเวลาพูดแบบนี้ พี่น้องทั่วไปคงยอมรับในคำพูดผม แต่นี่เธอกลับปฏิเสธ มันทะแม่งๆ เหมือนมีนัยอะไรสักอย่าง แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะถามเจาะลึกรายละเอียดมากเกินไป เพราะกลัวถูกเธอเหม็นหน้าเอา

“ส่วนตัวผมเอง ผมคิดว่าตราบที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ผมก็พร้อมปล่อยให้เอมม่าทำอะไรตามใจชอบหมดครับ”

ผมเลือกใช้คำพูดตามน้ำชาร์ล็อตไป เพราะมองว่า เธออาจจะคิดว่าเรื่องเอมม่ามารบกวน มันทำให้ผมเดือดร้อนก็เป็นได้

ผมรู้นิสัยเธอว่าไม่ใช่คนที่อยากจะไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น แต่นั่นแหละ การที่เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อน้องสาว อาจจะมีเบื้องลึกก็ได้้

“คุณชาร์ล็อตทำอะไรหลายอย่างเพื่อเอม่า ผมเชื่อว่าเอมม่าต้องเข้าใจครับ”

“งั้นเหรอ แต่ชั้นคิดว่าเอมม่าคงมองว่าชั้นเป็นพี่สาวที่ใจร้ายมากกว่า”

ทำไมเธอถึงเอ่ยแบบนี้กันนะ

หรือว่าคำพูดบางอย่างของเอมม่าทำร้ายจิตใจจนเธอคิดแบบนี้งั้นเหรอ

“สมมติว่า คุณชาร์ล็อตติดใจในคำพูดเอมม่า ขอให้สบายใจนะครับ เพราะคำพูดเอมม่านั่นแหละ ที่แสดงว่าน้องมองว่าคุณเป็นครอบครัว”

“เอ๋”

“สำหรับเอมม่า คุณชาร์ล็อตคือคนสนิทที่เธอไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจ ฉะนั้นคำพูดน้องอาจจะแย่แต่จริงๆไม่มีอะไรหรอกครับ”

“งั้นเหรอคะ แต่ว่าน้องไม่เกรงใจมันก็รูสึกไม่ดีเลย”

“อย่าไปคิดแบบนั้นครับ”

ผมมองว่า ท่าทีของเอมม่าที่มีให้กับชาร์ล็อต มันเป็นเรื่องปกติของเด็กที่กล้าเอาแต่ใจเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ใครๆก็รัก ยังไงก็มีคนสปอยล์

อารมณ์น้อง มันเป็นเรื่องที่เห็นได้นานๆทีตามห้างสรรพสินค้า ที่มีเด็กลงไปงอแงกับพื้นเมื่อขอพ่อแม่ซื้อของเล่นแต่เขาไม่ซื้อให้ อารมณ์โกรธเอมม่าก็แบบเดียวกับเด็กพวกนั้นแหละ ถึงเด็กจะโกรธพ่อแม่ที่ไม่ซื้อของให้ แต่บอกว่าเด็กไม่รักพ่อแม่เหรอ ก็ไม่ใช่

ปัญหาคือผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ชาร์ล็อตเข้าใจในแนวคิดตรงนี้

“ผมเองที่เพื่งจะได้รู้จักพวกคุณชาร์ล็อต พูดแล้วอาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อถือ แต่ในสายตาผม คุณชาร์ล็อตกับเอมม่ามีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากนะครับ”

ผมเลือกใช้คำพูดที่มองว่าผู้ฟังรับสารที่ผมกล่าวแล้วน่าจะสบายใจ

“แล้วก็เมื่อไม่นานนี้ เอมม่าก็เป็นคนบอกจากปากตัวเองว่า คุณชาร์ล็อตเป็นพี่สาวที่ใจดี หนูรักพี่ชาร์ล็อตที่สุดด้วยครับ”

“เอมม่าพูดแบบนั้นเลยเหรอ…..”

แววตาชาร์ล็อตตื้นตัน ผมกับเธอมองไปที่เอมม่าที่ตอนนี้หลับสนิทจนไม่รู้ว่ามีสายตาคนสองคนมองเธออยู่ ใบหน้าเอมม่าหลับพร้อมรอยยิ้ม ดูภายนอกปราดเดียวก็มองได้ว่าเธอหลับอย่างมีความสุขมาก

“อาโอยางิคุง”
“ครับ?”
“อาโอยางิคุงนี่เป็นคนที่น่าพิศวงดีนะคะ”
“หือ?”
ผมงงสิ สรุปนี่คำชมหรือด่าก็ไม่รู้

“ที่ผมพูดมีตรงไหนแปลกรึเปล่าครับ”
“เปล่า ไม่มีค่ะ”
ผมถามแบบมึนๆไปก่อน ส่วนชาร์ล็อตฟังคำตอบผมจบ ตอบกลับพร้อมส่ายศีรษะ จากนั้นเธอยกมือขวาทาบอก พร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่น

“การที่ชั้นได้คุยกับอาโอยางิคุง ชั้นรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ และเธอเป็นคนที่เข้าใจในตัวเอมม่าเป็นอย่างดีด้วย”
ด้วยรอยยิ้มและคำชมของชาร์ล็อต ทำให้ผมหัวใจเต้นแทบกระดนออกจากปาก

“พูดตามตรงว่าชั้นไม่ถนัดในการรับมือเรื่องผู้ชาย บางคนมีแววตาที่น่ากลัว แต่อาโอยางิคุงแตกต่างออกไป แววตาเธอเต็มไปด้วยความอ้่อนโยน เพียงแค่มีเธออยู่เคียงข้าง ชั้นก็รู้สึกสบายใจแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ที่ชั้นบอกว่าอาโอยางิคุงเป็นคนน่าพิศวงคือเรื่องนี้แหละ ไม่รู้ชั้นพูดอะไรลงไปเนอะ ฮะฮะ”

ชาร์ล็อตหัวเราะกลบเกลื่อนความเขิน ใช้มือเสยทัดผมไปด้านข้าง

ผมคิดว่าเธอนี่ขี้โกงชะมัด เธอชมมาแต่ละทีนี่ผมไม่รู้จะตอบกลับยังไงให้คุ้มเลย
“ผมดีใจนะครับที่คุณชาร์ล็อตกล่าวชมผมถึงขนาดนี้”
“งั้นเหรอ เธอดีใจชั้นก็พอใจแล้วค่ะ”

สุดท้ายพวกผมสองคนเขินกันเองทั้งคู่ ต่างต่างเงียบไม่พูดไม่จาเดินเล่นไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย แต่ว่าด้วยบรรยากาศพาไปหรืออะไรก็ตาม ระยะห่างของทั้งสองคนลดลงจนเดินเคียงข้างกันจนไหล่แทบชนไหล่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มเดินเข้าหาอีกฝั่งก่อน ภายในใจผมคิดว่า ไม่พูดจาเดินกันไปเงียบๆแบบนี้ มันก็ออกจะน่าเสียดายไปสักหน่อย

“คือว่า ปกติคุณชาร์ล็อตชอบอะไรบ้างครับ”
แม้ผมอยากจะพูดทำลายความเงียบ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะใช้คำไหนดี เลยเลือกถามเรื่องบ้านๆเลยละกัน ออกจะเป็นคำถามเรียบง่าย แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากจะรู้ด้วย ผมคิดว่าคำถามนี้ก็ไม่ได้เป็นคำถามที่แย่นะ

“ของที่ชอบเหรอ ขอคิดก่อนนะ”

แม้ว่าจะเป็นคำถามง่าย จะตอบปัดๆก็ไม่ยาก แต่เธอก็เริ่มต้นคิดอย่างจริงจังใช้นิ้วแตะปาก

แสงจันทร์ที่สาดส่องทับเรือนร่างเธอในตอนนี้ช่างงดงาม แค่มองเธอผมก็ตกหลุมรักแล้ว

“คิดว่าสิ่งที่ชอบเป็นมังงะค่ะ”

“หือ หมายถึงยังไงรึครับ
“ชั้นชอบมังงะที่สุด แล้วก็มีเก็บสะสมอนิเมะด้วย”

ไม่น่าเชื่อว่า คนที่บรรยากาศมีออร่าความเป็นเจ้าหญิงสูงศักดิ์แบบเธอจะชอบของแบบนี้ แต่ก็นะ เรื่องความชอบมันไม่มีข้อห้ามสักหน่อย

“อ้อ แล้วก็ชอบคนคอสเพลย์ด้วย”
“เอ๋”
คนคอสเพลย์เหรอ อย่าบอกนะว่าเธอเคยทำด้วย

“ชั้นคิดว่าคนคอสเพลย์นี่เป็นอะไรที่สุดยอดมากเลยนะ คนที่ทำให้ตัวละครอนิเมะมาปรากฏบนโลกจริงนี่มันดีมาก ชั้นเองสักวันก็คิดอยากจะคอสเพลย์ดูสักครั้งเหมือนกัน”

โอเค ชัดเจนครับ คุณชาร์ล็อตนี่โอตาคุตัวแม่เลยนี่หว่า

แต่ก็นะ ถ้าสวยระดับคุณชาร์ล็อตคอสเพลย์นี่ ผมก็อยากเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง

“ที่ชั้นได้มาอาศํยที่ญี่ปุ่นนี่ชั้นดีใจมากจ๊ะ เพราะว่าที่นี่มีมังงะที่ชั้นชอบเต็มไปหมด อนิเมะก็มีคุณภาพสูง คนคอสเพลย์ก็มีให้เห็นทั่วไปด้วย”
“งั้นเหรอครับ”
“ชั้นอ่านมังงะเยอะมาก เลยเรียนรู้และได้คำศํพท์มาจากมังงะพอสมควร
แล้วก็อยากดูอนิเมะเข้าใจ ชั้นเลยพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นให้ถึงขั้นระดับสื่อสารคนอื่นได้ค่ะ”

“งี้นี่เอง”

“แล้วก็ที่ญี่ปุ่นมีเมืองชื่ออากิฮาบาระ ได้ยินว่าเป็นเมืองที่มีคนคอสเพลย์เต็มไปหมด ชั้นเองคิดว่าในชีวิตชั้นอยากไปเดินดูเมืองนี้สักครั้งด้วยค่ะ”
“…ฮะฮะ”
พอคุณชาร์ล็อตเริ่มคุยเรื่องอนิเมะ มังงะ คอสเพลย์ เธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวาจริงๆ แถมคุยไม่หยุดด้วยนะ แน่นอนว่าเธอจะคุยก็เต็มที่เลย ระหว่างคุยผมก็แอบมองหน้าเธอ ความมีชีวิตชีวาของเธอเปล่งประกายมีเสน่จริงๆ

ถึงแม้ว่าเรื่องที่เธอพูด ผมจะเข้าไม่ถึงมันนัก แต่ถ้าเธอสนุกกับการคุยเรื่องนี้ การเลือกเป็นผู้ฟังที่ดีก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่

“แล้วก็นะ… อ๊ะ ข…ขอโทษจ๊ะ”
คุณชาร์ล็อตที่เพลินกับการพูดคนเดียว เพิ่งรู้สึกตัวตัวเองจัดเต็มกับความโอตาคุตัวเอง กล่าวขอโทษ แม้ว่าจะเป็นกลางคืน แต่ผมเห็นสีหน้าเธอแดงแป้ดเลย เธอคงอายแหละที่รู้สึกตัวเองว่าตัวเองพูดคนเดียวเป็นต่อยหอย

“ไม่เป็นไรครับ อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้ว่าคุณชาร์ล็อตชอบมังงะ อนิเมะ และคนคอสเพลย์มากๆครับ”

ผมยิ้มตอบให้ชาร์ล็อตที่ขอโทษ เอาจริงๆผมได้เห็นด้านเปิ่นและด้านความชอบของชาร์ล็อตก็ไม่ได้รู้สึกแย่นะ

“อาโอยางิคุงเป็นคนอ่อนโยนจริงด้วย..”
ชาร์ล็อตกล่าวพึมพำกับตัวเอง
“มีอะไรรึเปล่าครับผมฟังไม่ชัด”
“ม..ไม่มีอะไรจ๊ะ.. จะว่าไป อาโอยางิคุงชอบมังงะเรื่องไหนบ้างจ๊ะ”

เอาละไง งานหยาบของผมละ
เอาจริงๆผมเป็นคนที่ไม่ค่อยอ่านมังงะ ถึงจะเคยขอยืมการ์ตูนจากอากิระ แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ผมชอบ ฉะนั้นเรื่องเนื้อหาการ์ตูนนี่ลืมไปได้เลย ทุกวันนี้อย่างมากก็จำได้แค่ชื่อเรื่องเท่านั้น

“ผมชอบเรื่อง….”
ผมจะตอบชาร์ล็๋อต แต่ความรู้สึกในใจผม ทำให้ผมไม่เอ่ยปาก
จะโกหกเธอยกเมฆมาสักเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าโกหกเธอก็มีโอกาสที่เธอจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดความจริง

สมมติผมเอ่ยชื่อการ์ตูนไป มีโอกาสที่คุณชาร์ล็อตจะถามเนื้อหา หรือ ตัวละครชอบก็ได้ มีโอกาสที่เธอจะจับโกหกผม

แต่ที่สำคัญกว่านั้น

ผมแอบมองคุณชาร์ล็อตอีกครั้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยประกายใคร่รู้ แสดงความใสซื่อไร้เดียงสา ผมเลยไม่อยากจะโกหกเธอ

ดังนั้นผมจังเลือกจะอธิบายตรงไปตรงมา
“ขอโทษนะครับ ปกติผมไม่ค่อยอ่านการ์ตูน ผมเลยไม่มีเรื่องที่ชอบครับ”
“เอ๋..งั้นเหรอจ๊ะ”
ชาร์ลอตแสดงท่าทีเสียดายเมื่อฟังคำตอบผมจบ
“ขอโทษด้วยครับ”
“ไม่เป็นไรจ๊ะ.. แล้วทำไมเธอถึงไม่อ่านการ์ตูนเหรอ”
“คือว่า…ไม่มีเวลาไปซื้อครับ”
ด้วยความที่ผมมีเป้าหมายบางอย่าง ผมถึงไม่ได้มีโอกาสออกไปซื้อการ์ตูนมาอ่านเท่าไรนัก
“…..”
สีหน้าท่าทางของเธอเต็มไปด้วยกริยาขอโทษ เล่นเอาผมว้าวุ่นใจ เธอจะคิดว่าผมเป็นผู้ชายน่าเบื่อรึเปล่า แค่ต่อยอดบทสนทนายังทำไม่ได้เลย

ขณะที่ผมกำลังคิดหัวข้อเพื่อหลีกเลี่ยงเด้ดแอร์ตอนนี้ว่าจะทำไง

“คือว่า…”
คุณชาร์ล็อตกล่าวพลางก้าวรุกคืบมาหาผม เล่นเอาผมผงะเล็กน้อย

“ชั้นมีข้อเสนอ ถ้าชั้นให้เธอยืมมังงะไปอ่าน เธอจะว่าไงจ๊ะ”
“เอ๋ ทำไมล่ะครับ”
“ถ้าเธอไม่เคยอ่านการ์ตูน เธอก็ไม่เข้าใจถึงความมหัศจรรย์ของสิ่งที่เรีกว่ามังงะ ชั้นเลยอยากให้เธอยืมอ่านเผื่อจะได้เข้าใจจ๊ะ”

เป็นข้อเสนอมาพร้อมเหตุผลแพ็คคู่เลย

เอาจริงๆ พอฟังจบ ผมเกิดอาการเกรงใจนะ

เพราะว่าทุกวันนี้สองพี่น้องเข้ามาเล่นในห้องผม ผมเลือกลดเวลานอนเพื่อติวหนังสือแล้วด้วย ถ้าสละเวลาอ่านการ์ตูนอีก คราวนี้เวลานอนคงไม่เหลือแน่

“เอ่อ คือว่า…”

“แล้วก็ส่วนตัวชั้นเอง ชั้นอยากให้อาโอยางิรู้จักสิ่งที่ชั้นชอบ….ชั้นยืนยันนะว่ามังงะมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของจริง”
“……..”
พูดกันขนาดนี้ ใครจะไปปฏิเสธข้อเสนอเธอได้ล่ะครับ
ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอด้วย ถ้าคุณมีสิ่งที่ตัวเองชอบ ก็อยากจะแบ่งปันฟีลนั้นให้คนอื่นรับรู้ด้วย และว่าตามตรง ผมก็นึกไม่ถึงว่าเพียงเพื่อเรื่องการ์ตูน เธอจะยอมพูดถึงขนาดนี้

“ขอบคุณในน้ำใจครับผม งั้นก็ขอรบกวนยืมอ่านสักเล่มนะครับ”

“จ๊ะ เรื่องนั้นไม่มีปัญหาเลย”
ชาร์ล็อตตอบกลับผมเสียงดังด้วยความดีใจ ใบหน้าเธอเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

รอยยิ้มเธอดูกี่รอบก็รู้สึกดี เธอนี่เป็นผู้หญิงที่เปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์จริง ผมอยากจะคุยกับเธอต่อเรื่อยๆแต่ว่า

“แงงงงงงงงงงง!”
เอมม่าตกใจกับเสียงดังของชาร์ล็อต เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา สรุปว่าทัวร์สนทนายามค่ำคืนของผมกับเธอก็จบลงด้วยประการเช่นนี้


“….โอนี่จัง…กอดหนูหน่อย”
วันรุ่งขึ้น เอมม่ายังคงมาเล่นจนหมดแรงที่ห้องผมเหมือนเดิม ผมอุ้มเธอไว้บนตัก เอมม่าค่อยๆหลับตานอน

ปกติเวลานอน น้องควรจะไปนอนบนฟูก แต่น้องเลือกที่จะมานอนบนตักผมแทน เป็นเด็กขี้อ้อนตัวจริงเสียงจริง ผมลูบหัวน้องอย่างอ่อนโยน

“ดูแล้วเหมือนเธอเป็นพี่ชายแท้ๆของเอมม่าไปแล้วนะจ๊ะ”
ชาร์ล็อตทีนั่งอยู่ข้างๆผมกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะมองมาที่ผม
“ก็ถ้าผมเป็นพี่ชายของเธอได้จริงก็อยากเป็นนะครับ”
“ฮะฮะ ถ้าเป็นแบบนั้นได้ คนที่ดีใจสุดๆคือเอมม่านั้่นแหละจ๊ะ”

เธอพูดจบพร้อมรอยยิ้มทรงเสน่ราวเทพธิดา ยังไงก็ยืนยันได้เต็มปากว่าเธอสวยสะกดตาคนจริงๆ
“ตอนนี้เอมม่าหลับแล้ว เรามาเริ่มเลยดีมั้ยจ๊ะ”
จากรอยยิ้มเทพธิดาที่เห็นแล้วตกหลุมรัก ตอนนี้รอยยิ้มเธอเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มของเด็กน้อยที่ได้คุยเรื่องของเล่นชิ้นโปรด

ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์จากเทพธิดากลายเป็นเด็กซุกซน แต่ก็น่ารักอยู่ดี ปกติจะมีรอยยิ้มแบบเทพธิดาให้ความรู้สึกแบบผุ้ใหญ่ แต่เพิ่งจะได้รู้ตอนนี้ว่าเธอมีด้านรอยยิ้มที่เห็นแล้วเหมือนเด็กซะด้วย

“ก็ได้ครับผม แต่ที่ให้รอเอมม่าหลับก่อนเพราะไม่อยากให้เอมม่าอ่านการ์ตูนรึเปล่าครับ”

ผมเห็นชาร์ล็อตเช็คว่าเอมม่าหลับสนิทแล้วรึยัง ผมเกิดความสงสัยเลยถาม เพราะเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกันว่าบางครอบครัวมีแนวคิดว่าการ์ตูนคือของไม่ดี
แต่ดุจากพี่สาวแล้วบ้าการ์ตูนขนาดนี้ก็ไม่น่าใช่ แต่เรื่องนี้มันติดใจจริงเลยต้องถามเธอ

“เปล่า ไม่ใช่จ๊ะ เอมม่าคงอยากคุยเรื่องการ์ตูนกับอาโอยางิคุงมากกว่าอีก แล้วชั้นก็ไม่อยากจะขัดคอเอมม่าตอนน้องคุยกับเธอด้วย แล้วก็เอมม่ายังอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ถ้าปล่อยชั้นกับเธอคุยสองคน น้องคงรู้สึกเหมือนโดนกีดกันด้วย”

เข้าใจแล้ว เพราะแบบนี้นี่เอง กะแล้วเชียวว่าชาร์ล็อตให้ความสำคัญกับเอมม่าเหนือสิ่งอื่นใด เธอเป็นคนใจดีจริงๆ

ผมมองดูความรักสองพี่น้องจนหลุดยิ้ม รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ขณะที่ผมกำลังจะพูดต่อ ก็ต้องชะงักกึก เพราะตะลึงว่า ทำไมชาร์ล็อตเดินมานั่งเคียงข้างผมไหล่ชนไหล่

“ค..คุณชาร์ล็อตครับ ทำไมถึงมานั่งข้างผมเหรอ”
คือปกติถ้าให้ยิมการ์ตูน แค่ส่งหนังสือให้ก็จบ แต่นี่เธอมานั่งข้างๆผมมันคืออะไรกัน ผมไม่เข้าใจเลยถาม

ชาร์ล็อตฟังคำถามผมจบ เธอค่อยๆตอบกลับผมด้วยท่าทางเขินอาย
“คือว่า…ชั้นอยากลองอ่านการ์ตูนภาษาญี่ปุ่นด้วยกันกับเพื่อน แต่ว่าชั้นไม่มีเพื่อนที่อ่านภาษาญี่ปุ่นออก…. อ่านด้วยกัน…ไม่ได้เหรอจ๊ะ”

ชาร์ล็อตหน้าแดง เงยหน้าสบตาผม ผมคิดในใจว่าเธอนี่ขี้โกงชะมัด เล่นลูกอ้อนแบบนี้ใครจะปฏิเสธได้ลงคอ เจอลูกอ้อนสุดน่ารักชวนให้หลงไหล ผมก็ได้แค่พยักหน้าก่อนตอบเธอ

“เอ่อ ..คือ ..อ่านด้วยกันก็ได้ครับ..”

“ถ้างั้นก็มาเริ่มกันเลยนะจ๊ะ”

ผมรู้สึกได้ว่าชาร์ล็อคเกร็งนิดหน่อยก่อนเปิดหนังสือการ์ตูนให้ผมอ่าน แต่เอาจริงมันก็ตื่นเต้นทั้งคู่แหละ เอาคนสองคนมานั่งอ่านการ์ตูนเคียงบ่าเคียงไหล่เล่มเดียวกัน ตัวผมกับเธออยุ่ชิดข้างแทบจะติดกันแล้ว

ผมรู้เลยว่าเสียงหัวใจของผมมันเต้นแรงจนแทบกระดอนออกจากอกแล้ว

“จะถามว่ามังงะเรื่องนี้เป็นแนวไหนเหรอครับ อ๊ะ…?”

ถ้าพูดมังงะชื่อดัง ภาพในหัวผมหนีไม่พ้นการ์ตูนพระเอกสวมหมวกฟาง มีความใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าแห่งโจรสลัด หรือไม่ก็การ์ตูนที่พระเอกมีพลังสถิตย์ร่างในตัว

แต่ว่าการ์ตูนที่เธอเอามาให้ผมอ่าน มาเป็นแนวอินดี้เลย ง่ายๆว่าไม่ใช่การ์ตูนฮิตตามท้องตลาดแน่

“ตกใจรึเปล่าจ๊ะ”

ชาร์ล็อตสังเกตท่าที่ผม เผยรอยยิ้มซุกซน

เธอตั้งใจทำอะไรกันนะถึงเอาการ์ตูนแนวนี้มาให้ผมอ่าน

“อาโอยางิคงคาดการณ์ว่าชั้นจะเอาการ์ตูนฮิตทั่วไปมาให้อ่านล่ะสิ”

ถูกเผงเลย ชาร์ล็อตเดาสิ่งที่ผมคิดไว้ถูกต้อง

“ถูกต้องครับผมเลยแปลกใจ”

การ์ตูนที่ชาร์ล็อตเอามาให้ผมอ่าน ผมดูหน้าปก มันคือการ์ตูนที่มีเด็กผู้ชายถือปากกาจีเพ็น มีความใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนการ์ตูน ถึงผมจะไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนแต่ก็พอจะรู้เรื่องมันเล็กน้อย

แล้วทำไมเธอถึงเลือกเรื่องนี้มาให้ผมอ่านนะ

“ถ้าชั้นอธิบายเธอหมดมันจะเป็นการสปอยล์ เอาเป็นว่าเรื่องนี้บอกคร่าวๆคือเป็นเรื่องที่วัยรุ่นสองคนตั้งเป้าจะเป็นนักเขียนการ์ตูนชื่อดังจ๊ะ”

“งั้นเหรอครับ เอ่อ แล้วสาเหตุที่คุณชาร์ล็อตเลือกการ์คูนเรื่องนี้คืออะไรครับ”

ผมลองถามชาร์ล็อตที่อธิบายคอนเซปต์การ์ตูนเรื่องนี้ มันก็สงสัยแหละว่าเธอคิดอะไรกัน แต่ว่าคนที่รู้คำตอบดีสุดมีเพียงเจ้าตัวเท่านั้น ผมสนใจแนวคิดเธอมากกว่าอ่านหนังสือการ์คูน แต่คำตอบเธอคือ

“ความลับจ๊ะ”

ชาร์ล็อตยกนิ้วชี้แตะปาก ทำตาเป็นประกายวิบวับ

เออ เธอทำท่าไหนก็น่ารักแหละ แต่สรุปผมคิดว่า ถามเรื่องนี้ต่อไปเธอคงไม่ตอบผมจริงจังแน่

“งั้นเหรอครับ”

“ฮะฮะ ขอโทษนะจ๊ะ จริงๆคืออยากให้เธอได้อ่านก่อนแล้วชั้นค่อยเฉลยทีหลังจ๊ะ”

เอาเหอะ อยากทำอะไรก็เต็มที่เลยครับ

“ทำไมชั้นถึงตื่นเต้นแบบนี้นะ”

ชาร์ล็อตพึมพำกับตัวเอง หน้าเธอแดงแป๊ด แต่ก็ยังยิ้มแก้มปริ

ส่วนผมเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกันและรู้สึกว่าช่วงเวลานี้มันช่างมีความสุขเหลือเกิน

แต่ทว่า

“อ่านลำบากไปหน่อยนะจ๊ะ”

ชาร์ล็อตกล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจากเปิดการ์ตูนไปได้ไม่วินาที

อ่านลำบากนี่ไม่แปลก เพราะหนังสือการ์ตูนไม่ได้ผลิตมาให้คนสองคนอ่านพร้อมกันซะหน่อย

“ทำไงได้ล่ะครับ”

ผมได้แต่บ่นออกมาด้วยความเสียดาย แต่ต้องยอมรับว่าในตอนนี้ผมไม่รู้วิธีอ่านหนังสือการ์ตูนพร้อมกันสองคนแบบไม่ลำบาก

“ถ้าชั้นให้อาโอยางิคุงยืมอ่านล่ะ หรือว่าจะใช้วิธี….”

ผมเข้าใจว่าถ้าอ่านสองคนพร้อมกันลำบาก ให้อ่านคนเดียวก็ง่ายกว่าแหละ

แต่ว่าชาร์ล็อตที่พูดค้างไว้ เหมือนจะนึกวิธีบางอย่างออกเลยพูดไม่จบ อยู่ๆตัวเธอก็แข็งไปพักหนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองผมด้วยสีหน้าแดงขวยเขิน

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“เอ่อ คือว่า….”

ชาร์ล็อตดูเหมือนจะคิดวิธีออก แต่ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะพูดมาเองก็กระดากปาก กระนั้นดูเหมือนว่าเธอจะเตรียมใจพักหนึ่ง ใช้มือขวาเสยผมทัดหูก่อนเอ่ย

“ถ้าเป็นไปได้ชั้นมีเรื่องอย่างหนึ่งจะขอร้องเธอจ๊ะ”

เธอจะขออะไรผมกันนะ


“..อ….เอาจริงเหรอครับ”

ผมกล่าวด้วยความลังเล พร้อมกับบอกกับตัวเองว่าไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย ส่วนชาร์ล็อตเองตอนนี้ก็หน้าแดงถึงใบหู พยักหน้าเล็กน้อย เธออายจัดจนไม่กล้าพูดซ้ำอีกรอบ

สภาพปัจจุบันตอนนี้คือเธอกำลังนั่งบนตักผม

คำขอร้องของเธอคือ ขอให้เธอนั่งตัก แล้วผมเป็นคนถือการ์ตูน

ถ้าทำแบบนี้มันก็สามารถอ่านการ์ตูนพร้อมกันทีเดียวสองคนได้ ถือว่าสิ่งที่เธอคิดมันสมเหตุสมผล

แต่ก็นะ ผมเองก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะกล้ายื่นข้อเสนอนี้และกล้าทำจริงนี่แหละ เล่นเอาผมตะลึงจากก้นบึ้งหัวใจ

อ่านหนังสือ

ด้วยความที่ชาร์ล็อตนั่งตักผม กลิ่นกายและเส้นผมของเธอลอยแตะจมูก เล่นเอาผมรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ อีแบบนี้จะมีสมาธิกับการ์ตูนได้ไงฟะ

“ตื่นเต้นจังเลยนะคะ”
ชาร์ล็อตเองก็ประหม่าไม่ต่างกัน เธอพึมพำกับตัวเอง

ไอ้ตอนยื่นข้อเสนอ ผมก็ไม่นึกว่าพอทำจริง มันจะตื่นเต้นยิ่งกว่าที่คิดไว้อีก
“เอ่อ งั้นเรามาเริ่มอ่าน..”
“กรี๊ด”
ขณะผมพลิกหน้ากระดาษพร้อมเริ่มอ่านหนังสือ ชาร์ล็อตส่งเสียงกรีดร้องเบาๆให้ผมได้ ถึงเสียงจะไม่ดัง แต่ก็ทำให้ผมสะดุ้งตกใจ

“เอ่อ คือว่า…”
ปฏิกริยาตอบสนองของชาร์ล็อตในตอนนี้คือ เธอมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย ท่าทีเขินอาย สบตาผม จากนั้นทำท่าเหมือนจะเอ่ยปากกล่าวบางอย่าง แล้วก็เงียบต่อ แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายเจ้าตัวจะนึกไม่ออกว่าจะทำไงดี สุดท้ายก็เอ่ยปากพลางหลบสายตาผม
“ขอโทษนะจ๊ะ คือว่าพอลมหายใจเธอโดนหู มันสยิว พอจะออกห่างนิดหนึ่งได้มั้ย”
“……”
ชาร์ล็อตตอนนี้หน้าแดงเป็นลูกตำลึง กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ส่วนผมที่ฟังคำพูดของเธอนี่ก็สตันกึกสมองหยุดทำงานชั่วขณะ ความน่ารักแบบธรรมชาติของเธอเล่นงานซะผมไม่ทันตั้งตัวเลย

“เอ่อคือว่า …ตรงหูชั้น…ความรู้สึกมันไวนิดนึง..”

“โทษทีครับ ไม่ต้องอธิบายผมก็พอเข้าใจครับผม ผมไม่ได้อยากทราบรายละเอียดถึงขนาดนั้นครับ”

สงสัยเธอเห็นผมช้อคไม่ตอบกลับ คงกลัวว่าผมจะรู้สึกไม่ดี เธอเลยพยายามอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมทั้งที่ร่างกายยังสั่นเทาและน้ำตาคลอเบ้า

แต่ก็นะ ขนาดสถานการณ์แบบนี้เธอยังมีกะใจอธิบายให้ผมฟังได้ เจ๊แกนี่โคตรจริงจังเลย

“ขอโทษด้วยนะจ๊ะ”
“ไม่หรอกครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดคุณชาร์ล็อต ทางผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ต่อไปผมจะระวังครับ”

“ขอบคุณจ๊ะ…”
หลังจากนั้น พวกผมสองคนก็เริ่มอ่านมังงะด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วน แน่นอนว่าเนื้อหามังงะไม่เข้าหัวผมเลยสักนิด

“พวกตัวละครในเรื่องที่มีความรักในสิ่งที่ทำอย่างบริสุทธิ์มันเยี่ยมมากเลยนะจ๊ะ”
ส่วนทางด้านชาร์ล็อตที่ยังนั่งตรงช่วงตักผม

เธออธิบายเนื้อหาการ์ตูนด้วยน้ำเสียงเปล่งประกายแจ่มใส แต่สิ่งที่ผมมองเห็นตอนนี้คือหน้าด้านข้างของเธอ ไม่ใช่เนื้อหาการ์ตูน

เธออธิบายเพิ่มว่า พระเอกการ์ตูนเรื่องนี้มีความฝันที่อยากทำให้เป็นจริง เขาจะพยายามทำให้ได้เลยสัญญากับนางเอกว่าจะไม่เจอกันจนกว่าจะประสบความสำเร็จ คู่รักคู่นี้น่ารักมาก เพราะสองคนนี้แค่สบตากันก็หน้าแดงง่ายๆทั้งคู่ละ

ถึงผมจะไม่ได้อ่านเนื้อหาการ์ตูน แต่ฟังดูจากที่เธออธิบาย ก็พอจะเดาได้ว่าเด็กผู้หญิงคงจะชอบเรื่องราวคู่รักหวานใสซึ้งๆแบบนี้

ปัญหาคือ ใครล่ะเป็นคนที่เหมาะสมกับความรักเธอ ถ้าในมุมมองผม อากิระที่เป็นที่นิยมในชั้นเรียนก็ดูจะเหมาะสมกับชาร์ล็อตดี

ผมเองแค่โชคดีที่ได้มาเจอเธอ ถ้าถามว่า น้ำหน้าอย่างผมเหมาะสมกับเธอมั้ย ก็บอกได้ว่าไม่

แล้วผมต้องการอะไรกันแน่

เอาตรงๆตอนแรกผมก็เลี่ยงที่จะผูกสัมพันธ์กับเธอแต่แรกอยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่าโชคชะตาเล่นตลก เธอกับน้องดันมาเล่นที่ห้องผมได้ทุกวันซะงั้น แถมวันนี้โชคชะตาถึงขั้นกวนส้นทีนให้เธอมานั่งตรงตักผมเลยด้วย

ผมคิดว่าอากิระเล็งเธอเป็นแฟน และในฐานะผมเป็นเพื่อน ผมก็ควรจะหลีกทางให้เขา

นี่คืออีกหนึ่งสาเหตุที่ไม่อยากให้เธอเข้ามาคุยกับผมที่ห้องเรียน หากความสัมพันธ์ของเราสองคนแดงขึ้นมาจนเพื่อนร่วมชั้นรับรู้ ผมคาดการณ์ว่าอนาคตเราคงมีเรื่องยุ่งยากรออยู่ข้างหน้า

“ยางิคุง….อาโอยางิคุง…อาโอยางิคุง!”

“….!”
“เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ เห็นทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ มีอะไรรึเปล่า”
ผมมัวแต่คิดเรื่องเธอจนไม่รู้ตัว น่าทุเรศจริงที่ทำให้่ชาร์ล็อตต้องมาพะวงกับผม

“ขอโทษด้วยครับ พอดีว่าผมคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
“….”
ชาร์ล็อตฟังคำตอบผมจบ เธอค่อยๆยื่นมือมาแตะหน้าผากผม
“……!”

ทันทีที่สัมผัสมือเย็นๆและนุ่มนิ่มของเธอ แตะหน้าผาก ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่าเธอต้องการทำอะไรเล่นเอาอุณหภูมิร่างกายตัวเองร้อนผ่าว

“เท่าที่สัมผัสเหมือนจะไม่มีไข้….. ไม่สิ กะแล้วเชียว ตัวเธอร้อนกว่าปกตินิดหน่อย…. และตอนนี้เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆแล้ว สีหน้าเธอแดงก่ำ ตอนนี้เธอเป็นไข้หวัดหน้าร้อนไม่ผิดแน่”

ใจเย็นครับเจ๊
ไอ้ที่ผมร้อนตอนนี้มันไม่ได้มาจากไข้นะครับ มันมาจากเธอนี่แหละ จู่ๆก็เข้ามาสัมผัสใกล้ชิดผมยิ่งกว่าเดิม ด้วยความอายร่างกายผมมันเลยร้อน

ปัญหาคือ สมองผมอะคิดและอยากจะพูดออกไป แต่ปากมันไม่ทำงาน ได้แค่พะงาบๆขยับอย่างเดียว เสียงไม่ออกเพราะตื่นเต้นเกิน

ขณะที่ผมยังพูดไม่ออก คราวนี้ชาร์ล็อตใช้หน้าผากเธอสัมผัสกับหน้าผากผม

หน้าเธอ…

หน้าเธอใกล้ผมจนเห็นทุกองคาพยพ

เธอคิดจะทำอะไรกัน

“ไม่ผิดแน่ มีไข้จริงด้วย..ยิ่งดูยิ่งเห็นชัดว่าอาการเธอไม่สู้ดี ต่อจากนี้ขอให้ฟังและตอบสิ่งที่ชั้นถามอย่างเดียวพอนะ”

“เอ่อ..อืม..”
ผมกำลังช็อคจนทำตัวไม่ถูก หลุดปากตอบรับโดยไม่รู้ตัว

วัดไข้

“อาโอยางิคุง เธอเก็บฟูกนอนไว้ที่ไหน”
“เอ๋..?ยัดไว้ในตู้..”
ชาร์ล็อตฟังคำตอบผม กล่าว “ขออนุญาตค่ะ” ก่อนเปิดตู้ กางฟูกนอนเตรียมพร้อมไว้กับพื้น
“อาโอยางิคุง นอนได้แล้วค่ะ”
“เอ๋?ห๊ะ?”
“อาโอยางิคุงไข้ขึ้นเพราะเป็นหวัด ฉะนั้นควรรีบนอนเลยคะ ไม่ต้องห่วงนะ ชั้นจะอยู่เป็นเพื่อนเธอจนกว่าเธอจะหลับนะ”

ชาร์ล็อตส่งรอยยิ้มให้ผม

“ไข้ขึ้นขนาดนี้เป็นเพราะพักผ่อนไม่พอแน่ คิดไว้แล้วว่าเป็นความผิดของชั้น”

“เอ๋ ตะกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ”

ผมยังมึนกับสถานการณ์เลยได้ยิน
เสียงเธอที่พึมพำกับตัวเองด้วยท่าทีเศร้าหมองไม่ชัดเลยลองเอ่ยปากถามดู

ทว่าชาร์ล็อตที่ได้ยินคำถาม รีบเปลี่ยนท่าที ส่งรอยยิ้มสดใสให้ผม
“เปล่า ไม่มีอะไรจ๊ะ อาโอยางิควรรีบนอนนะจ๊ะ”
ชาร์ล็อตกล่าว ดันผมไปที่ฟูก

“เอ่อ คือว่า..”
“ว่าละ ตัวเธอร้อนกว่าตะกี้อีก ..อาโอยางิคุง รีบนอนเดี๋ยวนี้เลยนะคะ”

ระหว่างที่เธอดันผมไปที่ฟูก เธอใช้หน้าผากตัวเองวัดไข้ผมแบบก่อนหน้าอีกครั้ง

ผมอยากจะบอกเธอให้ได้ว่า ไอ้ที่ผมไข้ขึ้นหนักกว่าเดิมไม่ใช่เพราะหวัด แต่เป็นเพราะการแสดงออกของเธอนี่แหละที่ทำเอาตัวร้อน แต่หัวมันหมุนติ้วเลยตอนนี้จนเอ่ยปากไม่ไหว

“ราตรีสวัสดิ์นะจ๊ะ อาโอยางิคุง”
สรุปว่าชาร์ล็อตบังคับผมให้นอนลงกับฟูกจนได้ก่อนจะปิดไฟห้อง

ชาร์ล็อตดูแลผมอย่างเป็นห่วงใยราวกับเธอเป็นพี่สาวยังไงยังงั้นเลย

แต่ว่าถึงตอนนี้ผมเริ่มจะขี้เกียจคิดละ วันนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินจนเหนื่อยล้ามากจนผล็อยหลับไป

ทว่าในช่วงเวลาแว่บหนึ่งก่อนผมจะหลับสนิท ผมรู้สึกถึงสัมผัสมือใครสักคนกำลังแตะบนหน้าผากผมอย่างอ่อนโยน


นี่ชั้นเสียสติรึไงถึงได้ใจกล้าหน้าด้านขนาดนี้

ชั้นกำลังมองอาโอยางิคุงที่กำลังหลับสนิทในความมืด กำลังสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเอง

เขาไข้ขึ้นเพราะว่าเป็นความผิดชั้นเอง

แต่ก็แปลกใจว่าทำไมตัวเองที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาโอยางิ ทำไมถึงต้องดูแลเขาขนาดนี้

จะบอกว่าทำเพราะความรู้สึกผิดงั้นเหรอ…?

กระนั้น ถ้าพูดตามความรู้สึกในใจ ชั้นคิดว่าสิ่งที่ชั้นทำ ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่แน่นอน

แล้วนี่ย้อนนึกถึงไปตอนที่อ่านการ์ตูนกับเขาด้วยกัน ชั้นนึกอะไรถึงไปขอนั่งตักเขาพร้อมอ่านการ์ตูนไปด้วย มองมุมไหนก็ใจกล้าหน้าทนเกินกว่าคนปกติเขาทำกัน

ตอนนี้สายตาชั้นเริ่มปรับชินกับความมืด พอขยับตัวไปใกล้เขา จึงพอจะเห็นหน้าอาโอยางิในความมืดสลัว

“…….”
อยู่ในห้องกันแบบนี้ คงไม่มีใครเห็นชั้นแน่นอน

ชั้นลองเอามือทาบอกได้ยินเสียงหัวใจชั้นเต้นตึกตักผ่านสัมผัสมือ
อดใจไม่ไหวขยับตัวไปใกล้เพื่อให้เห็นหน้าอาโอยางิชัดมากกว่าเดิม

พอมองใกล้ๆแล้ว ขนตาอาโอยางิยาวราวกับผู้หญิงไม่มีผิด

เค้าโครงหน้าก็ดูดี จมูกก็โด่ง
ดูยังไงก็น่าจะเป็นคนที่ป๊อบในชั้นเรียนแท้ๆ แต่กลับเลือกที่จะเล่นบทตัวร้ายซะงั้น

ชั้นนึกย้อนกลับไปวันที่เรียนด้วยกัน อาโอยางิก็ยังคงเป็นคนที่พูดจาขวานผ่าซากแต่เรื่องจริงในชั้นเรียนเหมือนเดิม ทว่าดูเหมือนคนในชั้นเรียนจะไม่เข้าใจเจตนาดีเขา

ไม่สิ ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น น่าจะมีคุณไซออนจิ(อากิระ)ที่เป็นเพื่อนเขา น่าจะเข้าใจอาโอยางิอยู่คนนึง กระนั้นเขาก็ดูเหมือนจะอยู่ฝั่งเป็นกลางมากกว่า

เท่ากับว่าในชั้นเรียน ถึงแม้จะมีคนที่เข้าใจอยู่1คนแต่ถ้าเขาไม่พูดก็ไม่มีความหมาย กลายเป็นว่ามีอาโอยางิเป็นแกะดำอยู่คนเดียว

พอมองมุมแบบนี้ชั้นรู้สึกเศร้ามาก

จริงๆในชั้นเรียน ชั้นกะว่าจะออกหน้าพูดแทนอาโอยางิคุงแล้ว แต่ว่าอาโอยางิคุงส่งสายตาเป็นเชิงปรามว่าไม่ต้องพุดอะไรให้อยู่เฉยๆพอ หลังจากนั้นพอมีโอกาสอยู่ด้วยกันสองคน เขาเอ่ยปากบอกว่า “ดีแล้วครับที่คุณไม่พูด แต่ในชั้นเรียนจำเป็นต้องมีใครสักคนรับบทตัวร้ายพูดจาความจริง และคนนั้นควรเป็นผม เพราะถ้าคุณที่เพิ่งย้ายมาใหม่เป็นคนรับบทนี้มันคงไม่ใช่เรื่อง

ในโรงเรียนนี้ผมดูแลตัวเองได้ คุณไม่จำเป็นต้องปกป้องผม และถ้าคุณติดปัญหาอะไร คุณไปขอความช่วยเหลือจากอากิระได้นะครับ”

ชั้นเข้าใจความรู้สึกเขาดี หากชั้นเข้าข้างอาโอยางิคุง เขาคงกลัวว่า นักเรียนในห้องจะเหมารวมชั้นเป็นพวกตัวร้ายเหมือนกับเขา คนที่เสียสละในห้อง มีแค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว

หลังจากนั้น ชั้นตัดสินใจว่าจะลองไปปรึกษาอาจารย์ฮานาซาว่าเกี่ยวกับเรื่องของอาโอยางิคุง


“หือ?การ์ตูนที่เจ้าเด็กนั่นชอบเหรอ นึกยังไงถึงอยากรู้เรื่องนี้ล่ะ”
ช่วงพักกลางวัน ชั้นเข้ามาที่ห้องพักครู คุยกับอาจารย์ฮานาซาว่า

“หนูอยากจะลองแนะนำการ์ตูนให้เขาอ่านค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเขาชอบแนวไหนบ้างเลยมาขอความเห็นจากอาจารย์ค่ะ”

“งั้นเธอควรไปถามไซออนจิจะดีกว่านะ เด็กคนนั้นคบกับอาโอยางิมานาน อย่างน้อยก็น่าจะรู้รายละเอียดงานอดิเรกหรือความชอบมากกว่าครูนะ”

“…คือว่า…”
“หรือเธอมีเหตุผลที่ไม่สามารถถามเขาได้รึเปล่า?”
อาจารย์ฮานาซาว่าถาม

ตอนแรกชั้นคิดว่าจะไปถามไซออนจิ แต่ว่าอาโอยางิไม่อยากให้ใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชั้นกับอาโอยางิ ชั้นเลยพับเก็บความคิดนี้ไว้ เพราะหากไปถาม จะมากจะน้อย มันต้องมีคนคิดบ้างแหละว่า คนไม่รุ้จักมักจี่กันจะมาถามเรื่องความชอบของคนๆนั้นทำไม

“อืม ไม่ต้องตอบอาจารย์ก็พอเข้าใจ เจ้าเด็กนั่นคงไม่อยากให้ใครรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอสินะ”

สมแล้วที่อาจารย์รู้จักอาโอยางิ มองออกทุกอย่างเลย แม้ชั้นจะไม่บอกอาจารย์ยังรู้ได้เอง

อาจารย์ฮานาซาว่าทำสีหน้าตรึกตรองจริงจังเรื่องความชอบอาโอยางิ ส่วนชั้นตัดสินใจเงียบ รอฟังคำตอบอย่างเดียว

“พูดถึงสิ่งที่ชอบของอาโอยางิก็ต้องนึกถึงฟุตบอล… ไม่ได้สิ …
ขืนพูดในตอนนี้น่าจะกลับกันมากกว่า กลายเป็นนึกถึงความทรงจำแย่ๆแทนแน่…”

อาจารย์ฮานาซาว่าบ่นพึมพำกับตัวเองขณะใช้ความคิด เสียงของเธอพูดเบาจนคนทั่วไปไม่ได้ยิน แต่ชั้นเป็นคนที่หูดีระดับหนึ่งเลยฟังออกทุกคำ

หมายความว่าไงกันนะ อาโอยางิชอบฟุตบอลใช่มั้ย แต่ว่า ถ้าพูดตอนนี้คือเขาเกลียดฟุตบอลแทนแล้วเหรอ

ใจจริงชั้นอยากจะถามเรื่องนี้กับอาจารย์แต่ว่าอาจารย์บ่นพึมพำไม่ได้กะให้ชั้นได้ยินแน่ หากถามไปก็แปลว่าชั้นได้ยิน เลยเลือกจะไม่ถาม

หลังจากคิดสักพัก อาจารย์ฮานาซาว่าเงยหน้ามองชั้น

“เอาเป็นว่า ถ้าจะแนะนำการ์ตูน ลองแนะนำการ์ตูนสายเรียลริตี้น่าจะดีที่สุด ยิ่งเป็นการ์ตูนแนวผลลัพธ์สำเร็จได้ด้วยความพยายามน่าจะชอบนะ”

อาจารย์ฮานาซาว่าส่งยิ้มอ่อนโยน ตอบคำถามชั้น

จากคำแนะนำของอาจารย์ ชั้นมีการ์ตูนในใจหลายเรื่องที่มีเนื้อหาแนวที่ว่า แต่ว่าจากที่อาโอยางิดูจะเกลียดฟุตบอลตอนนี้ หากแนะนำการ์ตูนสายกีฬา เนื้อหาอาจจะไปสะกิดความทรงจำแย่ๆโดยที่ชั้นไม่รู้ตัวก็ได้ ฉะนั้น ชั้นควรตัดตัวเลือกการ์ตูนสายกีฬาออกน่าจะดีกว่า

“และที่สำคัญ หลีกเลี่ยงการ์ตูนที่มีเนื้อหาหรือภาพครอบครัวอบอุ่นได้จะดีมาก ไม่งั้นเจ้านั่นอาจจะหนีห่างจากเธอมากกว่าเดิมนะ”

“เอ๋…?”

จู่ๆเจอคำแนะนำจากอาจารย์ที่คาดไม่ถึง ชั้นสบตามองหน้า อาจารย์ฮานาซาว่าในตอนนี้มีท่าทีเศร้าหมอง แสดงว่าคำพูดของอาจารย์มีนัยยะเบื้องหลังดำมืดซ่อนอยู่

“อาจารย์ฮานาซาว่าคะ ตะกี้ที่พูดหมายความว่าไงคะ”

“ช่างมันเถอะ ก็แนะนำว่าเลือกการ์ตูนสายเรียลลิตี้เน้นความพยายามแล้วประสบความสำเร็จละกัน”

คำพูดของอาจารย์ตัดรอนอย่างชัดเจร บ่งชัดว่าเธอไม่อยากจะกล่าวรายละเอียดที่คุยก่อนหน้าเพิ่ม

แต่ว่าเรื่อตะกี้มันติดใจจนชั้นทำตัวเป็นเด็กดีไม่สอดรู้สอดเห็นไม่ไหวจริงๆ
“อาจารย์อย่าหลอกหนูนะคะ ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับอาโอยางิคุงรึคะ”

หากเขามีเรื่องเดือดร้อนจริง ชั้นอยากจะเป็นพลังคอยช่วยเหลือเขา
“เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่อาจารย์ควรพูดน่ะสิ”
“อาจารย์ฮานาซาว่าคะ!”
“อย่าเสียงดังสิ ที่นี่มันห้องพักครูนะ”
ชั้นเผลอทำเสียงดังโดยไม่รู้ตัวจนอาจารย์ฺในห้องหันามองพวกชั้นด้วยความกังวล

“ถ้าเธออยากจะรู้เรื่องนี้จริงควรไปฟังจากปากเจ้าตัวดีกว่า”
“อาจารย์เล่าให้ฟังสักนิดไม่ได้เลยเหรอคะ”
“หมดสิทธิ์”

“…..”
หลังฟังคำตอบอาจารย์ ชั้นได้แค่มองหน้าเธอส่วนสายตาอ้อนวอน อาจารย์หัวเราะขื่นๆเอ่ยปาก
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ เธอเองที่อยู่กับอาโอยางิก็น่าจะรู้ดีนะว่าเขาเป็นพวกไม่ธรรมดา”
“…วันนี้เองเขาก็ยังรับบทเป็นตัวร้ายของห้องเหมือนเดิมค่ะ
“งั้นเหรอ เด็กนั่นเป็นผู้ชายแบบนั้นแหละ เพื่อให้คนรอบข้างมีความสุข จะรับบทตัวร้ายเขาก็ไม่เกี่ยงงอนใดๆ แต่เพราะเหตุนี้ จะให้อาจารย์เอ่ยเรื่องของเขา ก็เหมือนไปสอดมือไม่เข้าเรื่องแล้วเธอคิดว่าเขาจะรู้สึกยังไงล่ะ”

คำพูดของอาจารย์ยิ่งฟังยิ่งสร้างควาสงสัยให้ชั้นว่า อดีตอาโอยางิมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

“แต่ก็นะ ตอนนี้ถึงเธอถามอาโอยางิก็เปล่าประโยชน์ แต่ว่าถ้าเธอเปลี่ยนแนวคิดเขาได้ ถึงตอนนั้นค่อยถามเขาก็ไม่สาย จริงมั้ย”

อาจารย์ฮานาซ่ากล่าวเพิ่ม และไม่รู้ชั้นคิดไปเองรึเปล่า แต่แววตาอาจารย์เหมือนคาดหวังว่าชั้นนี่แหละคือคนเปลี่ยนเขาได้

“ชาร์ล็อต การที่เธอมาถามชั้นเรื่องการ์ตูนที่เด็กนั่นชื่นชอบ แปลว่าเธอเองกำลังถูกใจเขาอยู่ใช่มั้ยล่ะ”
“….”

อาจารย์ฮานาซาว่าส่งรอยยิ้ม ท่าทางเธอตอนนี้ราวกับว่าสนุกที่ได้แหย่ชั้น แน่นอนว่าจากคำพูดของอาจารย์ทำให้ชั้นรู้สึกวูบวาบไปหมด ไม่ได้ร้อนแค่หน้านะ แต่ทั้งตัวเลย

“อืม ชัวร์แล้วล่ะ หน้าแดงแบบนี้ยิ่งดูน่ารักขึ้นเป็นกอง”
“ม..ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจอยากรู้เรื่องเขาเป็นพิเศษ…ก็แค่ว่าเขาเล่นกับน้องสาวหนูอย่างอ่อนโยนทุกวัน หนูก็แค่มองว่าเขาเป็นคนใจดีมากเท่านั้นเอง”

“โห เล่นทุกวันเลยเหรอ แสดงว่าถ้าไม่ใช่เธอไปอยู่ห้องเขาทุกวัน ก็แปลว่าเด็กนั่นมาอยู่ห้องเธอทุกวันเลยรึ อื่้ม ไม่ธรรมดาจริง เหนือกว่าที่ชั้นคิดไปไกลเลยนะเนี่ย”

“ง่า….!ก็..ราวๆนั้นค่ะ”

“เข้าใจละ อาจารย์เป็นกำลังใจให้ พยายามเข้านะ”

“อาจารย์เข้าใจผิดหมดแล้วนะคะ!”

“ชาร์ล็อต ตะกี้ก็เตือนไปแล้วนะ ที่นี่ห้องพักครู อย่าส่งเสียงดังสิ”

อาจารย์ส่งยิ้มเยาะให้ ใช้สันมือเคาะหน้าผากชั้นเบาๆ

อาจารย์แกสนุกอยู่คนเดียวเลยนี่นา

“เอาน่า แต่ชั้นพูดจากใจจริงนะ ชั้นดีใจมากที่เห็นพวกเธอสองคนสนิทกันดี”

“สนุกเหมือนได้เล่นของเล่นชิ้นใหม่รึไงคะ”

“โห รู้ศัพท์ญี่ปุ่นเอาเรื่องนะเนี่ย พูดได้ขนาดนี้เลยรึ…แต่อาจารย์ย้ำอีกครั้งนะว่าอาจารย์จริงจังมาก เจ้าเด็กนั่นหากไปเทียบความคิดอ่านกับคนอื่นถือว่าเป็นผู้ใหญ่เกินวัยมาก แต่คนที่เป็นแบบนี้จำเป็นต้องมีใครสักคนคอยเกื้อหนุน ฉะนั้นการที่เธอเป็นพลังให้เด็กนั่นได้ อาจารย์ถึงดีใจมาก”

“ชั้นเป็นพลังให้เขาได้เหรอคะ”

“อาจารย์ไม่ได้คาดหวังให้เธอใช้ความรู้เกื้อหนุนเขา แค่เธอเป็นเพื่อนเขา เป็นคู่ปรึกษาให้เขา แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว แต่แน่นอนว่า หากเธออยากจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดีด้วย”

“งั้นเหรอคะ ถ้างั้นอาจารย์ไม่ต้องห่วงค่ะ อาโอยางิคุงเป็นคนที่มหัศจรรย์มาก หากความสัมพันธ์ชั้นกับเขาดีขึ้นเรื่อยๆนั่นเป็นเรื่องที่ต้องการอยู่แล้วค่ะ”

ชั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มให้อาจารย์คลายกังวลเรื่องอาโอยางิ

ทว่า

“ฮั่นแน่ นี่สินะความในใจที่แท้จริงของเธอ”

อาจารย์ฮานาซาว่าส่งรอยยิ้มทะเล้นตอบกลับ

“ป..เปล่านะคะ ตะกี้ที่พูดมัน…”

“เอาน่าเอาน่า ดีใจด้วยนะที่ความสัมพันธ์พวกเธอทั้งคู่ไปได้ด้วยดี”
“อาจารย์….!”
“โอ๊ะ จะหมดเวลาพักกลางวันแล้ว เธอรีบกลับห้องเรียนได้แล้ว ชาร์ล็อต”

หลังจากนั้นชั้นจำใจต้องกลับห้องเรียนเพราะเหตุนี้


“อาโอยางิคุง อดีตของเธอผ่านอะไรมาบ้างนะ”

ชั้นรำพึงกับตัวเอง มองไปที่อาโอยางิที่ตอนนี้กำลังหลับอย่างสงบ

แน่นอนว่าเขาหลับอยู่ ยังไงก็ไม่ได้ยินและลุกมาตอบคำถามชั้นได้แน่

สภาพอาโอยางิที่ตอนแรกแข็งแรงดี แต่จู่ๆก็เป็นไข้กระทันหันทำให้ชั้นกังวลเรื่องของเขา

ถ้าสมมติว่าเขาเป็นไข้ขึ้นสูงแล้วอยู่ในห้องแบบนี้คนเดียว เขาจะมีใครให้พึ่งพาบ้าง

วันนี้แม่ของชั้นติดต่อมาว่าจะค้างคืนที่บริษัท ถึงชั้นไม่กลับห้องวันนี้ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ชั้นไม่มีกุญแจห้องอาโอยางิ ถ้าเกิดกลับห้องตัวเอง จะไม่สามารถล็อคห้องอาโอยางิคุง และทิ้งเขาไว้ตามลำพังแบบนี้ ก็น่าเป็นห่วงสวัสดิภาพของเขา

หลังจากประเมินสถานการณ์แล้ว สิ่งแรกที่ชั้นทำคือ กลับห้องเอาตัวเอง เอาฟูกนอนของเอมม่าไปปูไว้อีกห้องหนึ่ง ให้น้องไปนอนที่นั่นจะได้ไม่ติดหวัดจากอาโอยางิ

จากนั้นชั้นกลับไปเอาผ้าขนหนูชุบน้ำ เช็ดหน้าอาโอยางิคุง และแปะเจลลดไข้ที่หน้าผากเขา

หลังจากนั้นชั้นได้แค่รอเขาจนกว่าจะตื่นมาเป็นปกติ

น่าตลกดี เขาเป็นคนที่เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่กี่วันแท้ๆ ไม่รู้ทำไมชั้นถึงดูแลเขาขนาดนี้

สิ่งที่ชั้นกำลังคิดในตอนนี่คือ ชั้นเคารพความคิดของอาโอยางิ แต่ว่า ถ้าอาโอายางิต้องผจญกับความทุกข์ยาก จะให้ชั้นเมินเฉยก็ไม่ใช่นิสัยชั้นแน่นอน


“หาวววว”

แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านผ้าม่าน แยงตาปลุกผมให้ตื่น

แปลกใจกับตัวเองว่าตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดังแบบนี้แสดงว่าหลับลึกเอาเรื่อง ผมยื่นมือคว้าโทรศัพท์มือถือจะตัดเสียงปลุกนาฬิกาก่อนที่มันจะดัง จากนั้นเตรียมตัวลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ อาโอยางิคุง อาการป่วยดีขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ”

“…………..เอ๋?”

ผมเกิดอาการสตันไปเลยเพราะงงว่าทำไมชาร์ล็อตถึงอยู่ที่นี่ เธอมองหน้าผม ส่งยิ้มให้อย่างดีใจ

“ดูแล้วไข้น่าจะลดลงเป็นปกติแล้วแต่เพื่อความชัวร์ชั้นขอวัดอุณหภูมิร่างกายอีกรอบนะ ชั้นเตรียมปรอทวัดไข้ไว้แล้ว”

ดูเหมือนว่าช่วงที่ผมหลับไป เธอไปเตรียมพร้อมอุปกรณ์ให้ทุกอย่าง ก่อนส่งปรอทวัดไข้ให้ผม

ผมรับปรอทมาทั้งที่ยังงงๆ สูดหายใจเข้า นั่งนึกถึงเรื่องเมื่อวานว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ที่นึกออกก็มีว่าเธอเข้าใจผิดว่าผมเป็นไข้เพราะเป็นหวัด เลยให้ผมรีบนอน .. แต่ว่าแล้วทำไมตอนผมตื่น เธอถึงอยู่ที่ห้องผมล่ะ

อย่าบอกนะว่าเธอยังไม่ได้กลับไปนอนที่ห้องตัวเองตั้งแต่เมื่อวาน

“คุณชาร์ล็อตครับ อย่าบอกนะว่าคุณเฝ้าไข้ผมตั้งแต่เมื่อคืน”

“ไม่ต้องใส่ใจเรื่องนั้นหรอกนะคะ ชั้นทำเพราะอยากทำเองไม่ได้ถูกบังคับ”

เธอไม่ได้ตอบคำถามผมชัด แต่ในประโยคมันก็บอกชัดเจนว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธสิ่งที่ผมถาม

ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมในใจผม

ผมเป็นไข้จริง แต่ผมสามารถบอกกล่าวให้ชัดเจนได้ว่าต้นสายปลายเหตุเกิดจากอะไร แต่ดันชิงหลับไปเองซะก่อนแบบนี้ ในฐานะมนุษย์ ผมโคตรเลวเลย

“ขอโทษด้วยนะครับคุณชาร์ล็อต”

“บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องใส่ใจ ชั้นเป็นคนตัดสินใจทำเรื่องนี้โดยพลการด้วย”

“เปล่าครับ ที่ผมขอโทษไม่ใช่เรื่องนัั้น เมื่อวานที่ผมไข้ขึ้นมันไม่ได้เป็นเพราะหวัดครับ”

“เอ๋?”

“คือว่าคุณแตะหน้าผากผม ผมอาย อุณภูมิในร่างกายเลยสูง แต่คุณชาร์ล็อตเข้าใจผิดว่าผมไข้ขึ้นเพราะเกิดจากหวัดครับ”

การสารภาพบอกความจริงมันก็ออกจะเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่ให้เก็บเรื่องนี้ไว้โดยไม่บอกเธอ ผมจะรู้สึกแย่กว่าอีก และผมอยากขออภัยเธอในเรื่องนี้ด้วย

“แต่ว่าเธอมีไข้นะ…?จะบอกว่าแค่ชั้นแตะตัวเธอไข้เลยขึ้นได้เลยเหรอ”

ชาร์ล็อตกล่าว หน้าแดงเป็นลูกตำลึง

“สรุปว่าที่ไข้ขึ้นเพราะชั้นใช้หน้าผากแตะเธอ รวมถึงไปนั่งตักเธอด้วยใช่มั้ย”

ชาร์ล็อตกล่าวอึกอัก หน้ายังไม่หายแดง

แต่แน่นอนว่า ชาร์ล็อตในมุมนี้ก็ดูน่ารักอยู่ดี

“เพราะงั้นผมถึงขอโทษไงครับ ไม่ได้ป่วยเพราะไข้แท้ๆแต่คุณต้องเสียเวลามาเฝ้าไข้ผม”

“ม..ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ เป็นเพราะชั้นด่วนตัดสินใจคิดเองเออเอง ทางชั้นต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ”

ชาร์ล็อตกล่าว สบตามองผมอย่างเขินอาย ทั้งที่เธอเฝ้าไข้ทั้งคืนเพราะความไม่ชัดเจนของผม มันคือความผิดผมแท้ๆแต่เธอกลับเลือกขอโทษและมองว่าเป็นความผิดของตัวเองซะอย่างนั้น มันทำให้ผมมองเธอกลับแล้วรู้สึกตื้นตันใจแทน

ขณะที่ผมจะพูดต่อ มีเสียงบางเสียงดังขึ้น

“ล็อตตี้อยู่ไหนนนนนนนนนนนน! “

“!”

ผมกับชาร์ล็อตสบตากัน ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จากอีกห้องหนึ่ง

จะบอกว่าชาร์ล็อตอยู่ห้องข้างๆแต่เอมม่าไม่รู้เหรอว่าเธออยู่ที่นี่

“ล็อตตี้!”

“เอมม่า พี่อยู่นี่แล้วค่ะ”

ชาร์ล็อตรีบเดินไปห้องที่เอมม่านอน ส่งเสียงบอกเธอ พอเอมม่าเห็นชาร์ล็อต น้องหยุดร้องไห้ วิ่งเตาะแตะเตาะแตะหาชาร์ล็อต

ภาพในหัวตอนนี้ของผมที่คิดไว้คือ น้องต้องวิ่งไปกอดชาร์ล็อตแน่ เพราะน้องวิ่งกางมือสองข้างพร้อมโผเต็มที่เลย ส่วนชาร์ล็อตก็อ้าแขนรอรับน้องสแตนบายรอแล้ว

แต่ทว่า

“โอนี่จัง”

ทิศทางน้องดริฟท์เฉยเลย น้องวิ่งมากอดผมแทนซะงั้น

คุณชาร์ล็อตที่แสตนบายรอกอดน้องออกตัวล้อฟรีอีกตามเคยตัวแข็งทื่อไปอีกแล้วครับ

ผมเห็นสภาพคุณชาร์ล็อตก็ไม่รู้จะทักเธอยังไงดี ส่วนเจ้าตัวต้นเหตุที่ทำให้ชาร์ล็อตสตัน ส่งเสียงหัวเราะแหะแหะกอดผมอยู่เงยหน้าสบตาผม

“เน่เน่ โอนี่จัง ตั้งแต่วันนี้โอนี่จังย้ายมาอยู่บ้านเอมม่าแล้วใช่มั้ยคะ”

“เอ๋ ทำไมถึงคิดแบบนี้รึครับ”

“เพราะอยู่บ้านเอมม่า มีฟูกให้โอนี่จังนอนได้ค่ะ”

“เอ่อ ที่นี่ไม่ใช่ห้องเอมม่านะครับ ที่นี่ห้องของพี่นะครับ”

“อะเร๊…? นี่หนูอยู่ห้องโอนี่จังจริงเหรอ”

เอมม่าฟังคำตอบผมจบ แสดงอาการตกใจ สีหน้าออกอย่างเห็นได้ชัด

แสดงว่าตอนเอมม่าตื่น น้องไม่ได้สังเกตแน่นอนว่าห้องที่ตัวเองนอนอยู่เป็นห้องใคร แค่ลืมตาตื่นมาแล้วไม่เห็นชาร์ล็อตอยู่ข้างตัวก็ชิงร้องไห้ก่อนเลย

ดูแล้วชาร์ล็อตลำบากในการเลี้ยงน้องไม่น้อย แต่ก็นะ ในฐานะพี่ที่มีน้องสาวน่ารัก น้องจะติดพี่หรือขี้อ้อนไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

“แปลว่า ตั้งแต่วันนี้หนูเป็นลูกของบ้านโอนี่จังแล้วใช่มั้ยคะ”

“คือว่า..มันก็ยังนะครับ”

“เอ๋…เอมม่าอยากเป็นลูกของบ้านโอนี่จังอะ”

ฟังแล้วปวดหัวเลย จะตอบยังไงดีนะ

เอาจริงๆถ้าผมมีน้องสาวน่ารักแบบเอมม่าจริงๆผมก็ยินดีอย่างยิ่งแหละ

แต่ในทางกฏหมายแล้ว ยังไงชาร์ล็อตไม่อนุมัติแน่

“เฮ้อ แสดงว่าถ้าพี่ไม่อยู่เอมม่าจะรู้สึกดีกว่าใช่มั้ยคะ”

ชาร์ล็อตที่เพิ่งโดนน้องทอดทิ้งไม่อยู่ในสายตา เอ่ยปากถามด้วยเสียงงอน

ผมเห็นสภาพเธอแล้วคิดในใจว่าภายนอกมีมุมเจ้าหญิงสูงศักดิ์แต่จริงๆแล้วแอบเป็นเด็กขี้น้อยใจด้วยแฮะ

“ไม่ดี ล็อตตี้ไม่อยู่หนูก็ไม่เอา เพราะฉะนั้นล็อตตี้ต้องมาเป็นลูกของบ้านโอนี่จังด้วย”

เอมม่าเอ่ยคำตอบออกมาพร้อมรอยยิ้มแป้น คำพูดน้องมาง่ายๆใสซื่อแต่เล่นเอาชาร์ล็อตไปไม่เป็นเลย

“ไม่ได้หรอกค่ะเอมม่า เรื่องนั้นมันเป็นไปไม่ได้”

คือถ้าเป็นพล็อตในการ์ตูนมังงะหรือการ์ตูนตาหวาน ป่านนี้พระเอกหรือนางเอกคงตอบอะไรสักอย่างแล้วก็ได้ย้ายมาใช้ชีวิตด้วยกันในห้องแน่นอน แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่ ผมฟังคำตอบของชาร์ล็อตก็ได้แต่แอบเสียดาย เพราะเราก็แอบหวังให้เธอมาอยู่ด้วยกันนะ

“บูบูบูบูบู”

เอมม่าเจอคำตอบปฏิเสธของชาร์ล็อต ส่งเสียงไม่พอใจ

ผมที่เห็นสองพี่น้องคุยกันแบบนี้ก็คิดในใจว่า “พี่น้องเบนเนตในวันนี้ก็ยังสดใสร่าเริงชวนหัวเราะเหมือนเดิม”


“อาหารที่คุณชาร์ล็อตทำเองวันนี้ก็ยังอร่อยไม่เปลี่ยนนะครับ”

วันนี้ชาร์ล็อตทำอาหารเผื่อในส่วนของผมด้วย เมนูวันนี้ลานตามาก มีมิโสะซุป เบคอน ปลาซันมะย่าง ไข่ม้วนชีส ทุกอย่างทำออกมาดี อร่อยมาก

“ฮะฮะ ถึงเธออวย ชั้นก็ไม่มีอะไรให้หรอกนะคะ”

“ผมไม่ได้อวยเวอร์ครับ อาหารอร่อยจริง เล่นเอาผมอยากทานทุกวันเลยครับ”

“เอ๋ ประโยคสุดท้ายมัน…”

ผมงงสิ ทำไมคุณชาร์ล็อตอายม้วนต้วน หน้าเธอแดงไปถึงใบหูขนาดนั้น ผมแค่พูดสิ่งที่อยู่ในใจตามที่คิดแค่นั้นเองนะ หรือผมพูดอะไรผิดไปหว่า

ส่วนเอมม่าตอนนี้นั่งอยู่บนตักผม เธอกระตุกเสื้อผม

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

“อยู่กับโอนี่จังแล้วอิ่มหนำสำราญอาหารเต็มโต๊ะไปหมด หนูอยากกินข้าวกับโอนี่จังทุกวันเลยค่ะ”

“เอม..เอมม่า พูดอะไรออกมา”

ชาร์ล็อตอายหน้าแดงเแป๊ดเมื่อเจอคำพูดเอมม่าที่ใสซื่อไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ

ชาร์ล็อตหน้าแดงด้วยความเขินจากคำพูดเอมม่า เพราะคำพูดมันบอกชัดเจนว่าปกติถ้าเธออยู่กับเอมม่าสองคนจะไม่ได้ทำอาหารมาเยอะแบบนี้ แต่นี่คือจัดเต็มมาเพื่ออาโอยางิเลย + กินข้าวด้วยกันทุกวันมันคือคำพูดคล้ายๆที่วัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นบอกกับคนที่ชอบว่าอยากกินซุปมิโสะฝีมือเธอทุกวัน

แต่อาโอยางิไม่ได้คิดลึกมาก เขามีแค่ความซาบซึ่งที่ชาร์ล็อตทำอาหารให้เขาแค่นั้นเอง

“อาโอยางิคุงอย่าเข้าใจผิดนะคะ”
“ฮะฮะไม่ต้องรีบปฏิเสธหรอกครับ ผมเข้าใจดีครับไม่มีปัญหาเลย”
“แต่ตะกี้เธอหัวเราะนี่นา แสดงว่าในใจเธอต้องนึกขำชั้นแน่ๆ…”
“ม..ไม่ได้หัวเราะนะครับ”
“บู่”
อ้าว ชาร์ล็อตทำท่างอนผมซะแล้ว แต่ก็นะ มุมแบบเด็กๆของเธอมันดูน่ารักจริงๆ สำหรับผมที่เพิ่งรู้จักกับเธอไม่นาน แต่เธอแสดงมุมเด็กๆให้ผมเห็นมันทำให้ผมรู้สึกดีใจมากเพราะแปลว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเป็นไปด้วยดีขึ้นเรื่อยๆ

“จะว่าไปใกล้สอบแล้วเนอะ”
ผมกับชาร์ล็อตเก็บกวาดโต๊ะ ล้างจานด้วยกัน เธอเอ่ยปากเรื่องสอบกับผม

เมื่อก่อนหลังกินข้าว เรื่องล้างจาน ชาร์ล็อตจะเป็นคนจัดการเองทุกครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ยอมให้เธอล้างคนเดียวเด็ดขาด มันดูไม่ดี ผมกับเธอช่วงหลังจึงล้างจานด้วยกันแล้ว

“อาจารย์ฮานาซาว่าบอกว่าอาโอยางิคุงเรียนดีเป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียนนี้ ชั้นจะพยายามอ่านหนังสือ ไม่ยอมแพ้เรื่องเรียนให้เธอแน่”

อันดับหนึ่งของโรงเรียน?
ถ้าดูแค่ผลสอบในช้นปีมันก็ตามนั้นแหละ แต่อาจารย์บอกแบบนั้นจริงรึ

เพราะถ้าวัดกันจริงๆ ผลสอบวัดระดับความรู้ทั่วประเทศของผม ตอนนี้ความรู้ของผมน่าจะเป็นอันดับหนึ่งแล้ว แต่ก็นะ ผมก็ไม่อยากให้อาจารย์เอ่ยปากซี้ซั้วว่าผมเรียนดีเป็นอันดับหนึ่งในโรงเรียนนี้เลย มันดูขี้อวดไปนะ…

แต่เอาเหอะ ไว้เจอหน้าอาจารย์เมื่อไรค่อยบอกเรื่องนี้อีกที อย่างน้อยตอนนี้ถ้าเรื่องของผมเป็นแรงกระตุ้นให้เธอตั้งใจเรียน ผมว่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก้ไขความเข้าใจเธอใหม่

“ผมเองก็จะพยายามไม่ให้แพ้คุณชาร์ล็อตเช่นกันครับ แล้วก็หลังสอบเสร็จ โรงเรียนจะมีงานกีฬาสี ถึงตอนนั้นคงจะยุ่งกันนิดหน่อยครับ”

“งานกีฬาสีเหรอจ๊ะ…?”
หิอ
เป็นอะไรของเธอกัน
แค่พูดว่ามีงานกีฬาสีแท้ๆ ทำไมตัวเธอมองหน้าผม แข็งทื่อไปแล้ว

“เอ่อ ติดปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”

“ม..ไม่หรอกจ๊ะ…ช ใช่แล้ว ญี่ปุ่นกับอังกฤษมีแนวคิดเรื่องออกกำลังไม่เหมือนกัน แบบนี้มันเหมือนในการ์ตูนเลย”

ชาร์ล็อตรำพึงกับตัวเอง แต่ผมก็พอจะจับใจความได้นิดหน่อย สงสัยว่าเธอคงไม่ถนัดเรื่องออกกำลังล่ะมั้ง

ผมกะจะถามเรื่องนี้เพิ่ม แต่ว่ามีเสียงขัดจังหวะ

“โอนี่จัง มาเล่นกันเถอะ”
เอมม่าจังที่เงียบมานาน คงรอจังหวะพวกผมหยุดคุย เอ่ยปากความต้องการตัวเองออกมา

สุดท้ายผมเลยไม่ถามชาร์ล็อต หันไปเล่นกับเอมม่าจนใกล้เวลาเดินทางไปโรงเรียน

จบ CH4

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

ลองอ่านดูมั้ย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-3 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ พี่ชายและพี่สาวที่กำลังถกกันอยู่หันขวับมาน้องตัวเอง โอ้ไม่อยากจะเชื่อว่าโซโยกะจะคิดแบบนี้กับผมด้วยเหรอเนี่ย “ฮือออ” อากิยามะหันมากล่าวกับผม “เพราะนายเลย อิคุถึงงอนชั้นแล้ว” “อ้าว หลงตัวเองไปปะเธอ ม่า

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-2 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ แม้ว่าน้องผมจะหน้าบึ้งเรื่องโดนผมตื๊อถ่ายรูป แต่ว่าก็น่ารักอยู่ดี คนภายนอกมามองฉากนี้คงเป็นภาพที่พิลึกเอาการ ที่เห็นเด็กมอปลายถือกล้องถ่ายรูปถูกเด็กเล็กทำหน้าบึ้งใส่นะ ถ่ายรูปหน้าเสาโรงเรียนเสร็จ ผมกับน้องเดินเข้ามาในโรงเรียน รอบๆผมเริ่มเห็นมีพวกคุณแม่พาลูกมาส่งละ แน่ล่ะว่า เมื่อเข้ามาในรั้วโรงเรียนแล้ว

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch2-1 น้องสาวผมในชุดเครื่องแบบน่ารักเกินเบอร์มากๆ “โอนี่จัง โรงเรียนอนุบาลแหละ” “ใช่แล้วครับ โซโยกะ วันนี้วันประถมนิเทศไงครับ” โซโยกะอยู่ที่ใจกลางห้องรับแขก นั่งโซฟาอยู่ น้องหันซ้ายขวากล่าวด้วยความตื่นเต้น ชุดเครื่องแบบที่นีี่มันจะเข้ากับน้องผมเกินปุยมุ้ย

หน้าปก

mamatomo to sodateru love comedy พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก

mamtomo พันธมิตรมาม๊า เล่ม 1 ch1-1 น้องสาวผมน่ารักที่สุดในโลก น้องสาวผมนี่ล่ะน่ารักที่สุดในโลก ผมตัดสินใจแล้วว่าจนกว่าถึงเวลาเริ่มโฮมรูม ผมจะนั่งเพลิดเพลินมองรูปน้องผมโซโยกะยาวไป บอกเลยว่ารูปนี้ผมเพิ่งถ่ายน้องสาวผมเมื่อเช้านี้สดๆร้อนๆ รูปที่ผมถ่ายเป็นตอนน้องสาวผมโซโยกะกำลังเคี้ยวขนมปังแก้มตุ่ย “หุหุหุ…. โซโยกะของพี่ชายวันนี้ก็ยังคงน่ารักเหมือนเคย” นี่ล่ะนางฟ้า นางฟ้ากำลังหัวเราะมองมาหาผม